เว็บบอร์ด สมุดเยี่ยม
     
 
ข่าว
 
ปฐมบทแห่งลุ่มน้ำสายบุรี
สายบุรี : จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ
           จากการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับลุ่มน้ำสายบุรีในเบื้องต้นทำให้เข้าใจว่า ลุ่มน้ำสายบุรีมีแหล่งกำเนิดจากแนวชายแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย จากยอดเขาต่างๆของเทือกเขาสันกาลาคีรีที่สำคัญ ได้แก่ เทือกเขาบาตูตาโมง เขาโต๊ะมูเด็ง เขาแคมาแรแต เขาบาเราะมาตอ เขาตีบุ เขากาลอ เขาลิจอ เขากูบากูลิง เขาบาเราะมาตอ เขาน้ำค้าง และเขาหินม้า สำหรับในเขตประเทศไทยนี้ บริเวณต้นน้ำอยู่ในเขตอำเภอศรีสาคร อำเภอรือเสาะ และอำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส ซึ่งล้วนแต่ประกอบด้วยภูเขาและป่าต้นน้ำ
           ตอนกลางของลุ่มน้ำเป็นพื้นที่ราบลุ่มอยู่ในเขตอำเภอทุ่งยางแดง อำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี และอำเภอรามัน จังหวัดยะลา
           ตอนปลายลุ่มน้ำในเขตอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี เป็นที่ราบลุ่มและป่าชายเลน

          ลุ่มน้ำสายบุรีจะไหลลงสู่อ่าวไทยตอนล่างที่อ่าวตะลุบัน อำเภอสายบุรี
กระแสน้ำของลุ่มน้ำสายบุรีจะไหลจากต้นน้ำทางด้านทิศใต้ลงสู่ทะเลอ่าวไทยทางด้านทิศเหนือ ดังที่กล่าวมาคือ มีอาณาเขตติดต่อกับพื้นที่ใกล้เคียง คือ ทิศเหนือติดต่อกับอ่าวไทย ทิศใต้ติดต่อกับประเทศมาเลเชีย ทิศตะวันตกติดกับลุ่มน้ำปัตตานีและทิศตะวันออกติดกับลุ่มน้ำโกลก มีความยาวทั้งสิ้นประมาณ 186 กิโลเมตร มีพื้นที่ 3,205.30 ตารางกิโลเมตร หรือ 2,003,314 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ในจังหวัดนราธิวาสร้อยละ 63.13 จังหวัดปัตตานีร้อยละ 21.11 และจังหวัดยะลาร้อยละ 15.76 ของพื้นที่ลุ่มน้ำทั้งหมด มีพื้นที่ในเขตลุ่มน้ำประมาณ 2,892 ตารางกิโลเมตร มีความเร็วของกระแสน้ำ 2 ระดับ คือ ระดับความเร็วค่อนข้างสูง ซึ่งพบบริเวณต้นน้ำและบริเวณกลางน้ำ กับกระแสน้ำที่มีความเร็วลดลงมา ซึ่งพบบริเวณปลายลำน้ำ

ทำไมเรียก “ลุ่มน้ำสายบุรี”
           ลุ่มน้ำสายบุรีนับว่าเป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงพื้นที่ถึง 82 ตำบล 470 หมู่บ้าน แต่น่าสงสัยว่าทำไมจึงเรียกว่าลุ่มน้ำสายบุรี ทำไมไม่เรียกว่าลุ่มน้ำเปรัค ลุ่มน้ำสุคิริน ทั้งๆที่มีแหล่งกำหนดมาจากดินแดนอันไกลโพ้น แต่กลับเรียกกันว่า ลุ่มน้ำสายบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ปลายน้ำที่ไหลออกสู่อ่าวไทยดังกล่าวมาแล้ว
           การตอบคำถามนี้ต้องทำความเข้าใจว่า สายบุรี นั้นคืออะไร
           นับแต่รัฐโบราณมา ดินแดนที่เรียกปัตตานีนั้นก็คืออาณาจักรลังกาสุกะ ซึ่งเดิมมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองยะรัง ก่อนจะมีการเคลื่อนย้ายมายังเมืองท่าใหม่ที่รู้จักและเจริญรุ่งเรืองมากระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 ก็คือ ปัตตานี แต่ต่อมาประมาณปลายรัชกาลที่ 1 ด้วยเหตุผลทางการเมืองการปกครองที่รัฐสยามต้องการลดทอนอำนาจรัฐปัตตานีจึงได้แบ่งแยกปัตตานีออกเป็นเจ็ดหัวเมือง ได้แก่ ปัตตานี ยะหริ่ง สายบุรี หนองจิก ยะลา รามัน และระแงะ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการสิ้นสุดของราชอาณาจักรโบราณนับตั้งแต่นั้นมา ซึ่งในบรรดาเจ็ดหัวเมืองดังกล่าว สายบุรี จัดเป็นหัวเมืองสำคัญที่เป็นศูนย์กลางขนส่งสินค้าจุดหนึ่ง ปัจจุบันอยู่ในเทศบาลตำบลตะลุบัน อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี และจากการลงพื้นที่ได้ค้นพบว่า  เดิมนั้นเมืองสายบุรีไม่ได้อยู่ที่เทศบาลตำบลตะลุบันในปัจจุบัน แต่อยู่ที่หมู่บ้านละเวง ตำบลไทรทอง อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี

(ที่ตั้งเมืองสายบุรีเดิม อยู่ที่บ้านละเวง ตำบลไทรทอง อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี)

          จากการเก็บข้อมูลภาคสนามได้พบหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับวังเก่า ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอไม้แก่น และมีฐานพลับพลาเก่า อดีตเป็นที่ตั้งวังเมืองสาย การจะรู้จักสายบุรีนั้น ต้องเข้าใจว่าของเก่าอยู่ในเขตอำเภอไม้แก่น ของใหม่อยู่ในเขตอำเภอสายบุรีในปัจจุบัน


(ฐานตั้งพลับพลาที่วังเก่า ทำจากทรายทะเลละเอียดผสมกับน้ำผึ้ง ปัจจุบันได้นำไปใช้ประโยชน์เป็นฐานรองตั้งในศาลา ของมัสยิด
บ้านรังมดแดง ตำบลดอนทราย อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี)

           หากย้อนไปในอดีตจะพบว่าบริเวณปากแม่น้ำนี้ก็คือจุดรับส่งสินค้า มีบรรดาช้างซึ่งเป็นพาหนะชั้นดีขนส่งสินค้ามาขึ้นเรือที่เมืองสายบุรีเดิม
           หากวิเคราะห์จากหลักนิรุติศาสตร์ “สายบุรี มีชื่อเดิมว่า เมืองสาย คำว่าเมืองสายนี้มาจากภาษามลายูว่า นครีซา ซึ่ง นครี แปลว่า เมือง  ซา แปลว่า ปฏัก ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ควาญช้างใช้บังคับช้าง  ซา ที่บังคับช้างนี้เรียกว่า ซากาเยาะ ซึ่ง กาเยาะ แปลว่า ช้าง  จากคำบอกเล่าของผู้อาวุโสบอกว่า หาดบางสายนั้นเรียกว่า บันไตกัวลอซา ปัจจุบันอยู่ที่หมู่บ้านละเวง ตำบลไทรทอง อำเภอไม้แก่น บริเวณนี้ในอดีตเป็นปากแม่น้ำสายบุรี เมื่อเราเรียนรู้ภูมิศาสตร์จะพบว่า ลุ่มน้ำสายบุรีนั้น เชื่อมต่อไปยังรือเสาะ สุคิริน ข้ามไปแม่น้ำเปรัค ในมาเลเซีย และไปออกปากอ่าวแม่น้ำปาหัง นี้คือเส้นทางซุปเปอร์ไฮเวย์แบบโบราณ และลุ่มน้ำสายบุรีก็เป็นแหล่งทองคำ...เส้นทางตรงนี้ก็คือ เส้นทางคมนาคมแต่โบราณ มีการใช้แพ เรือกันเชียง เรือพาย พัฒนาจนถึงเรือกลไฟเมื่อห้าสิบปีที่แล้ว เป็นการเดินทางเพื่อมาออกปากแม่น้ำสายบุรี ดังนั้นที่นี้จึงเป็นสิ่งที่เรียกว่า กัวลอซา คือ หาดที่บรรดาควาญช้างใช้ปฏักปักหลังจากการบังคับช้าง บริเวณแห่งนี้จึงเต็มไปด้วยช้าง เพราะสมัยนั้นช้างเป็นพาหนะชั้นดีของการคมนาคมขนส่งสินค้า” (อิสมาอีล เบญจสมิทธิ์, 2551)
           จากข้อมูลดังกล่าวทำให้เข้าใจได้ว่า การนำชื่อเมืองสายบุรีมาเป็นชื่อลุ่มน้ำนั้นเพราะสายบุรีไม่เพียงเป็นจุดที่สายน้ำไหลออกสู่ทะเลด้วยลักษณะทางกายภาพของแม่น้ำ จึงเรียกชื่อที่ปรากฏในท้องถิ่นตามผู้ที่ค้นพบซึ่งมักเดินทางมาจากทะเลก่อน แต่ยังปรากฏว่าสายบุรีซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างสายน้ำที่ไหลออกสู่ทะเลนั้นต่อมาก็กลายเป็นท่าเรือ ท่าขนส่งสินค้าที่สำคัญ การเรียกว่า ลุ่มน้ำสายบุรี จึงยึดความสำคัญทั้งด้านชื่อตามท้องถิ่นที่ผู้เดินทางมาพบ และยังเป็นจุดสำคัญทางการค้า ศูนย์กลางชุมชนเป็นตัวกำหนดด้วย เพราะเมื่อหากถามว่าจะไปขายสินค้าที่ไหน เขาก็จะบอกว่าไปขายที่เมืองสาย หรือ นครีซา ก็เป็นที่เข้าใจว่าที่หาดเมืองสาย หรือปัจจุบันก็คือที่หมู่บ้านละเวง ตำบลไทรทอง อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี นั่นเอง
          จากการทำความรู้จักลุ่มน้ำสายบุรีในเบื้องต้นนี้ก็พอที่จะทำให้จินตนาการเห็นภาพคร่าวๆว่า ลุ่มน้ำสายบุรีเป็นเส้นทางขนส่งทางน้ำอันสำคัญ เป็นแหล่งรวบรวมสินค้าที่ชาวบ้านต้องเดินทางมาค้าขาย ซึ่งในลำดับต่อไปนั้นจะแสดงให้เห็นว่า ในอดีตผู้คนแถบลุ่มน้ำสายบุรีมีสินค้าอะไร และจะทำให้เข้าใจได้เป็นอย่างดีถึงเรื่องราวการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ เพราะสินค้าต่างๆที่ชาวบ้านขนมานั้นก็คือผลิตผลอันเกิดจากทรัพยากรในพื้นที่ต่างๆของลุ่มน้ำสายบุรีนั่นเอง


(เส้นทางการเดินเรือเดิมจากปากอ่าวไทย ต. ไทรทอง อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี สู่ลุ่มน้ำสายบุรี)

 
 
เปิดโลกสายบุรี : นี่คือชีวิตลุ่มน้ำ  
 
 

ปรากฏการณ์น้ำแดง : สึนามิแห่งลุ่มน้ำ
เมื่อประมาณ 40 ปีมาแล้ว (ราวพ.ศ. 2511) มีหลักฐานยืนยันจากคำบอกเล่าของผู้อาวุโส ณ บริเวณเทือกเขาบูโด  ซึ่งเป็นบริเวณต้นน้ำหนึ่งของลุ่มน้ำสายบุรี เกี่ยวกับปรากฏการณ์น้ำแดง (สึนามิแห่งลุ่มน้ำ) ซึ่งเป็นความมหัศจรรย์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ ทำให้สันนิษฐาน

เนื่องจากภาพ

ตะเกียงโมเสส กับ แพะสองตัว
ปฐมบทแห่งลุ่มน้ำสายบุรี

ปฐมบทแห่งลุ่มน้ำสายบุรี
จากการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับลุ่มน้ำสายบุรีในเบื้องต้นทำให้เข้าใจว่า ลุ่มน้ำสายบุรีมีแหล่งกำเนิดจากแนวชายแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย (ต่อ)

นกเงือกแห่งเทือกเขาบูโด

นกเงือกแห่งเทือกเขาบูโด
วันนี้ เรามีนัดกับเกษตรตำบลกาเยาะมาตี และแกนนำของศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล เพื่อให้พาทีมวิจัยไปดูพื้นที่และเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการน้ำทั้งแบบรัฐและแบบชาวบ้าน (ต่อ)

ไอร์ : นัยแห่งสายน้ำ

ไอร์ : นัยแห่งสายน้ำ
“สายบุรี” ชาวไทยเชื้อสายมลายูเรียกว่า "ตะลุบัน" (Taluban; Teluban) หรือในภาษามาเลย์-สันสกฤตเรียกว่า "เซลินดุงบายู" (Selindung Bayu) แปลว่า ที่กำบังลมพายุ และเป็นพื้นที่ที่แสดงให้เห็นถึง (ต่อ)

 

 
 
สีสันชายแดน : แสนสุข ทุกข์เศร้า คละเคล้ากันไป  
 
 
ก๊ะนี ที่มายอ :  ซุปไก่บ้านจานเลิศ
ันนี้ทั้งสองมีความสุขเมื่อได้พบลูกค้าเก่าแก่ เราไม่ได้พูดอะไรมาก ต่างก็รู้และเข้าใจกันว่า เราต่างมาพบกันด้วยความปรารถนาดี และอาหารเราได้ลิ้มรสด้วยลิ้น จิตใจเราสัมผัสด้วยแววตา (ต่อ)

 

 

ราคาน้ำมันวันนี้
 

เสียงประทัดที่ปัตตานี : เกียฮ่อซินนี้ ซินนี้ตั้วถั่น

เกียฮ่อซินนี้ ซินนี้ตั้วถั่น คือ สวัสดีปีใหม่ ขอให้ร่ำรวยๆ จีนแต้จิ๋วก็ว่า ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ จีนกลางก็ว่า ซินเจิ้งหรูอี้ ซินเหนียนฟาฉาย แปลว่า ขอให้ประสบโชคดี ขอให้มั่งมีปีใหม่ (ต่อ)

เล่งจู้เกี้ยง : วันนี้ไม่เงียบเหงา

เล่งจู้เกี้ยง : วันนี้ไม่เงียบเหงา
เมื่อวานผ่านไปแบบอุ่นเครื่อง ทุกบ้านเรือนร้านค้าต่างก็ไหว้บรรพบุรุษกันอยู่ที่บ้าน มีส่วนน้อยที่ออกไปไหว้นอกบ้าน แต่ไม่น้อยทีเดียวเมื่อตอนเย็นๆที่ศาลเจ้าเล่งจู่เกี้ยงหรือลิ้มก่อเหนี่ยว (ที่ย้ายมาจากที่เดิม (ต่อ)

ปัตตานี : สีสันวันเด็ก 2552 เสียงแห่งความหวัง
นับตั้งแต่ยามเช้า เหมือนกับฟ้าไม่เต็มใจ บรรยากาศมืดครึ้มไปหมด ลมพัดแรง พัดพาเอาฝนห่าใหญ่ตกมาตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น ทำให้รู้สึกใจหายว่าวันเด็กปีนี้จะเงียบเหงา หรือเด็กๆอาจจะไม่ได้ไปเที่ยว (ต่อ)

 
 
เครือข่ายสันติวิธี ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี พิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติฯ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฯ ศูนย์ข่าวอิศรา สถาบันวิจัยสังคม จุฬาฯ
Copyright 2009 : ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี ม. มหิดล ศาลายา ร่วมกับ พิพิธภัณฑ์ประวัติธรรมชาติและเครือข่ายเรียนรู้ท้องถิ่น คณะวิทยาศาสตร์ฯ มอ. ปัตตานี