Ortho TriCyclen-LO

arrow หน้าแรก arrow ถอดบทเรียนกิจกรรม arrow สานเสวนาเพื่อป้องกันและลดปัญหาความขัดแย้งในชุมชน Saturday, 23 September 2017  
 
<---ตั้งแต่ ก.ค. 54 ศูนย์ฯสันติวิธีและศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาฯ ได้เปลี่ยนแปลงชื่อหน่วยงานเป็น "สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา(สสมส.)"แล้ว
Search this site
จุลสารสานสันติ
ลุ่มน้ำสายบุรี
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 3435091
ผู้เยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สานเสวนาเพื่อป้องกันและลดปัญหาความขัดแย้งในชุมชน PDF พิมพ์ ส่งเมล

ผศ.ดร.ปาริชาด   สุวรรณบุบผา
รองผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี


โครงการสานเสวนา
อันเป็นโครงการหนึ่งของศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดลได้ดำเนินการบริการวิชาการจัด "สานเสวนา" ให้กับชุมชนโดยเฉพาะชุมชนของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเวลาสามปีสืบเนื่องติดต่อกัน เป็นการนำเสนอกระบวนการและกติกา เพื่อการสื่อสารให้เกิดความเข้าใจ เกิดเมตตา และปัญญา เพื่อเป็นการป้องกันและลดปัญหาความขัดแย้งในชุมชนด้วยสันติวิธีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเยาวชนและสตรีทั้งที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงทั้งทางตรง และทางอ้อม รวมทั้งการพัฒนาสตรีให้เป็นผู้นำชุมชนท้องถิ่นให้ได้รู้จักการสานเสวนา เพื่อการสื่อสารเพื่อป้องกันปัญหาต่าง ๆ

 


รายงานฉบับนี้ ส่วนแรก จะกล่าวถึงการนำกระบวนการสานเสวนา เพื่อใช้ในการลดปัญหาตวามขัดแย้งของเยาวชนในศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนเขต 9 จังหวัดสงขลา และส่วนที่สองเป็นการนำการสานเสวนาไปใช้ของกลุ่มสตรีใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือของมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท เมื่อวันที่ 14-15  กรกฎาคม 2550 ทำให้ได้รับทราบข้อมูลที่น่าสนใจเพื่อการประเมินผลและปรับใช้กระบวนการสานเสวนาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไป 

การสานเสวนากับการลดปัญหาความขัดแย้งของเยาวชน

ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต  9 จังหวัดสงขลา เป็นสถานที่หนึ่งที่ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ได้ให้ความสำคัญในการดูแล บำบัด แก้ไข จิตใจเด็กและเยาวชนที่กระทำผิด หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง โดยผ่านกระบวนการสานเสวนา (Dialogue) เพื่อสื่อสาร ฟังกันและกันด้วยเมตตาระหว่างเจ้าหน้าที่และเยาวชน และระหว่างเยาวชนกับเยาวชน เพื่อป้องกันและลดความเข้าใจผิด มิให้พัฒนาเป็นความรุนแรง ทำร้ายร่างกายกันระหว่างเด็กที่มาจากจังหวัดต่างกัน และระหว่างเยาวชนไทยพุทธและมุสลิมในที่สุด

ต้องไม่ลืมว่า เยาวชนที่กระทำผิดเหล่านี้ ส่วนใหญ่มีประสบการณ์ใช้ความรุนแรงทั้งในระดับครอบครัว กลุ่มเพื่อน และในชุมชนมาแล้วทั้งสิ้น คดีที่กระทำผิดมีตั้งแต่การลักขโมย การเกี่ยวข้องเป็นผู้เสพและซื้อขายยาเสพติด ปล้น ข่มขืน และฆ่า การกระทำความผิดของเยาวชนเหล่านี้มีทั้งโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ โดยเจตนาและเคยชินในการทำความผิด แต่เมื่อเขาเหล่านี้ได้รับโทษและเข้ามาอยู่ในสถานพินิจ เจ้าหน้าที่และตัวเยาวชนเองควรเชื่อมั่นว่าเขาจะสำนึกผิด และตั้งใจจะก้าวพ้นความผิดที่ผ่านมา ต้องเชื่อมั่นว่า "เขาเหล่านี้จะสามารถกลับตัวและเปลี่ยนแปลงเป็นคนดีได้" หน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องคือ ทำอย่างไรจะพัฒนาทัศนคติและพฤติกรรมของเยาวชนดังกล่าวให้ตระหนักถึงความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ของตน อันสามารถจะพัฒนาและเปลี่ยนแปลงได้ถ้าตนเองต้องการจะเปลี่ยน

กระบวนการสานเสวนาที่จัดโดยศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นเครื่องมือหนึ่งในการจัดพื้นที่ให้เจ้าหน้าที่และเยาวชนผู้กระทำผิดมีโอกาสมาใกล้ชิดกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน พูดคุยกันอย่างวางใจ และสื่อสารปัญหาข้อขัดข้องซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยของผู้อื่นแต่เป็นสิ่งยิ่งใหญ่และเป็นกำลังใจของเยาวชนผู้กระทำผิดเหล่านี้ เช่น กรณีการค้นหอนอนของเจ้าหน้าที่เพื่อหายาเสพติด หลายคนต้องสูญเสียสมุดบันทึก จดหมาย และรูปของผู้ใกล้ชิด สิ่งของที่เป็นกำลังใจเหล่านี้ถูกโยนทิ้งไป หรือแม้แต่การที่บางคนตัดพ้อเจ้าหน้าที่ว่า เมื่อการตรวจค้นได้สิ้นสุดลง และไม่ปรากฏสิ่งต้องห้ามและผิดกฎใดๆ ข้าวของที่ถูกรื้อค้นกระจุยกระจายก็ถูกปล่อยทิ้งให้เขาต้องจัดกลับเข้าสู่สภาพเดิม หากไม่มีการสานเสวนาเพื่อฟังกันอย่างวางใจ เปิดอกฟังอย่างเอาใจเขาน้อมเข้ามาสู่ความคิดคำนึงของเจ้าหน้าที่แล้ว ความเข้าใจผิดระหว่างกันจะพัฒนาเป็น "ปมการต่อต้าน" สะสมขึ้นทีละเล็กทีละน้อย

 

การเตรียมสภาวะการตื่นรู้ก่อนการสานเสวนา

ในกรณีความขัดแย้งระหว่างเยาวชนในสถานพินิจเด็กฯ เยาวชนที่ซึมซับภาพของความรุนแรงในครอบครัว ในสังคม มีแนวโน้มจะก่อความรุนแรงเช่นนั้นได้อีก เมื่อต้องมาอยู่รวมกัน ความเครียด ความคับแค้นใจ และความพยายามที่จะสร้างภาพ "ความสำคัญ" ของตนเองกลับคืนมา ทำให้หลายคนทำตัวเป็น "ขาโจ๋" ผู้มีอำนาจมี "ลูกเด็ก" เป็นลูกน้องคอยบังคับให้ทำตามคำสั่งตามที่ตนต้องการ ถ้าใครขัดขืนจะถูกทำร้ายร่างกาย ข่มขืนจิตใจ และเป็นเหตุให้ "ผู้ถูกกระทำ" ต้องเป็นคู่กรณีในการกระทำความรุนแรง ทั้งเพื่อป้องกันตนเอง และเพื่อป้องกันกลุ่มเด็กจากจังหวัดของตน เขาเหล่านี้ต้องการการเยียวยาบาดแผลในอดีตด้วยความเข้าใจ ดังนั้นกระบวนการสานเสวนา จึงเริ่มต้นจากการเตรียมความพร้อมให้เขาได้มี "สติ" โดยการสงบนิ่งอยู่กับตนเอง เขาจะสนใจ "ระฆังแบบทิเบต" ที่ทำให้เกิดเสียงด้วยการใช้ไม้สัมผัสขอบนอกของระฆังอย่างสมดุล บนมือที่ถือระฆังไม่กำไม่แบเกินไป การฝึกให้เยาวชนที่มีสมาธิค่อนข้างสั้นเหล่านี้ได้ "เชิญระฆัง" ให้มีเสียง เป็นอุบายอย่างหนึ่งในการเรียกสมาธิและสติให้กลับมาสู่ตนในปัจจุบันขณะ ประกอบกับเสียงระฆังที่กังวานไพเราะ อาจสื่อถึงความพิเศษ ความศักดิ์สิทธิ์ และความสงบที่ชีวิตของเขาเหล่านี้เรียกร้องอยู่ภายในจิตใจลึกๆ ในสถานที่ห่างไกลจากญาติพี่น้อง และพ่อแม่ผู้เป็นที่รัก

 

การเสริมองค์ความรู้ที่สำคัญ

กระบวนการสานเสวนายังทำให้เยาวชนตระหนักถึง "คุณค่า" และมั่นใจว่าตนก็สามารถทำความดีได้ ผ่านกิจกรรมให้รางวัลการทำดีของตน ด้วยการใส่เม็ดถั่วเขียวในถ้วย ทีละเม็ด เมื่อระลึกได้ถึงความดีที่ได้กระทำทั้งต่อตนเองและผู้อื่นในแต่ละครั้ง เป็นการฝึกสติให้อยู่กับตน ฝึกความซื่อสัตย์ที่จะตัดสินให้คุณค่าตน กล้าและมั่นใจเล่าให้เพื่อนคนอื่นรับรู้ ผ่านการฟังอย่างลึกซึ้งของกระบวนการสานเสวนา แม้เป็นสิ่งเล็กน้อย เช่น การชักนำเพื่อนไปทำละหมาด ช่วยครูยกของ เป็นต้น เมื่อเขามั่นใจว่าการทำความดีมีคุณค่า และตนก็ทำได้ การจะชักจูงให้เขา "เต็มใจและอาสา" ทำความดีในแบบอื่นๆ ก็เป็นสิ่งไม่ยากเลย เราพบว่าเยาวชนเต็มใจลงชื่อเป็นอาสาสมัครช่วยทำความสะอาดโต๊ะอาหาร ช่วยกิจกรรมของเจ้าหน้าที่มากขึ้น หลังการฝึกสานเสวนา การบอกเล่าถึงความดีระหว่างกันในวงสานเสวนา เป็นกิจกรรมที่สามารถฟื้นฟู เรียกคืนความรู้สึกให้ตระหนักถึง "คุณค่า" ของความเป็นมนุษย์ที่เขาเหล่านี้ รู้สึกว่าสูญเสียไปนับตั้งแต่พวกเขากระทำผิดและรับโทษอยู่ในสถานพินิจฯ

 

การฟังอย่างลึกซึ้ง โดยไม่ขัดจังหวะ โดยไม่ตัดสินไว้ล่วงหน้าเป็นการใช้ "สติ" ฟังด้วย

 

การเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก่อให้เกิดความเข้าใจความเห็นอกเห็นใจ เกิดเป็นพลังที่ฉายให้เห็นแสงของความเป็นมนุษย์ของตนเองและผู้อื่น เจ้าหน้าที่ผู้ฟังความทุกข์ ความขัดข้องใจของเยาวชนด้วยเมตตาจิต จะสามารถเห็นความทุกข์และความเป็นมนุษย์ของเขาในตนเองและในงานหน้าที่ของตนได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน เมื่อเด็กได้ฟังเหตุผล คำอธิบายของเจ้าหน้าที่ซึ่งต้องปกครองเยาวชนจำนวนมาก จำเป็นต้องวางกติกาที่เข้มงวด ก็ได้เข้าใจว่ากติกาเหล่านี้เป็นผลสืบเนื่องจากการกระทำของเยาวชนบางกลุ่มบางคนนั้นเอง ทำให้ต้องมีกฎต่างๆ เพิ่มขึ้นมากมาย เช่น การไม่อนุญาตให้นำสมุดบันทึกขึ้นหอนอน เพราะมีเยาวชนบางคนใช้กระดาษของสมุดบันทึกไปมวนยาที่ลักลอบนำเข้ามาเช่นนี้ เป็นต้น

การที่เจ้าหน้าที่และเยาวชนใช้กระบวนการสานเสวนาอันเป็นการฟังอย่างลึกซึ้งด้วยจิตที่เมตตาต่อกัน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทำให้มีสติ วางใจและเข้าใจกันมากขึ้น เมื่อทั้งสองฝ่ายได้สื่อสารอย่างสันติเช่นนี้ ถือว่าต่างทำหน้าที่ "ภายนอก" ของตนในฐานะเจ้าหน้าที่และในฐานะเยาวชนผู้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ทั้งยังฝึกความอดทนความใจกว้าง การเชื่อใจ ให้เกียรติในความเป็นมนุษย์ผู้ร่วมเกิดแก่เจ็บตายของกันและกันอย่างยิ่ง สานเสวนาจึงมีส่วนร่วมในการลดความขัดแย้งระหว่างกัน ทำให้การทำหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายอยู่บนพื้นฐานของการฝึกคุณธรรม ก่อให้เกิด "งานภายนอก" (การสร้างความเข้าใจ ลดความขัดแย้ง) และการฝึกการสร้าง "งานภายใน" (คุณธรรมข้างต้น) อันเป็นลักษณะหนึ่งในการเรียนรู้แบบจิตตปัญญาศึกษาที่จะโยงการเรียนรู้จากภายใน ควบคู่กับการปฏิบัติงานภายนอกด้วยนั่นเอง

 

ผู้หญิงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้กับการสานเสวนา

ผู้หญิงกับการสานเสวนา และการจัดการความขัดแย้ง ๑๓ - ๑๕ ก.ค. ๕๐

โรงแรมราชมังคลา พาวิลเลียน จังหวัดสงขลา

ผู้หญิงจำนวนประมาณ 35-40 คน ผู้ซึ่งผ่านการอบรมกระบวนการสานเสวนาในปีแรกของโครงการได้รับการเชิญมาพบกันอีกครั้ง เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ในการนำสานเสวนาไปใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ผู้หญิงกลุ่มนี้ได้เล่าถึงกิจกรรมที่ตนเองเกี่ยวข้องและได้ประยุกต์ใช้กระบวนการสานเสวนา ดังต่อไปนี้

  • - สานเสวนาในเวทีการพูดคุยเรื่องการจัดการน้ำ (จ. ปัตตานี)
  • - สานเสวนาในการปลุกจิตสำนึกในโครงการเครือข่ายเยาวชนรักบ้านเกิด (จ. ปัตตานี)
  • - จะนำกระบวนการสานเสวนาไปใช้ในโครงการพหุภาคีสุขภาพจิต (ในอนาคตอันใกล้ใน จ. ปัตตานี)
  • - สานเสวนาเพื่อฟังความคิดเห็นเนื้อหาการร่างรัฐธรรมนูญ เช่น จำนวนสส. สว. (อ. แว้ง จ. นราธิวาส)
  • - สานเสวนาไปใช้ในสภาท้องถิ่น อบต. และกลุ่มสตรี (อ. แว้ง จ.นราธิวาส)
  • - สานเสวนาในกลุ่มเยาวชนและผู้ปกครองของเด็กในสถานพินิจและศูนย์ฝึกฯ (จ. สงขลา)
  • - ประยุกต์ใช้สานเสวนาในเวทีประชาคมของชาวบ้าน (จ. นราธิวาส)
  • - สานเสวนาในการจัดทำแผนชุมชน (จ. นราธิวาส)
  • - สานเสวนาในการเรียนการสอนกับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (จ. ปัตตานี)
  • - สานเสวนาในการสอบปากคำเยาวชนผู้กระทำผิด ในสถานพินิจ (จ. สงขลา)
  • - สานเสวนาในการประชุมกลุ่มครอบครัวและชุมชน ในสถานพินิจ (จ. สงขลา)

 

ประโยชน์ของการนำสานเสวนาไปใช้

            กลุ่มสตรีเหล่านี้ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการสานเสวนาจากประสบการณ์ของแต่ละบุคคล

  • - ช่วยลดความขัดแย้งที่รุนแรง ในเรื่องการจัดการน้ำ (ปัตตานี)
  • - ช่วยทำให้เยาวชนในโครงการ "เยาวชนรักบ้านเกิด" ปัตตานี เกิดจิตสำนึกรู้จักวางตัว วางใจเพิ่มมากขึ้น
  • - สานเสวนากับการร่างรัฐธรรมนูญ ในอำเภอแว้ง ช่วยทำให้ผู้เข้าร่วมกล้าแสดงความคิดเห็น ในประเด็นเนื้อหาการร่างรัฐธรรมนูญมากขึ้น
  • - ช่วยทำให้เกิดความชัดเจนในประเด็นที่ละเอียดอ่อน ที่อาจจะเป็นข้อขัดแย้งใหญ่ในอนาคต
  • - สานเสวนากับเจ้าหน้าที่ในสถานพินิจและศูนย์ฝึกฯ ช่วยให้เห็นความแตกต่างในกลุ่มเจ้าหน้าที่ ที่คิดเห็นต่างกันในเรื่องการใช้มาตรการเข้มงวดหรือผ่อนผันกับเยาวชน
  • - ช่วยให้เกิดการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เยาวชนเข้าใจเรื่องการไม่ใช้ความรุนแรง ตัวอย่าง จากสถานพินิจ เด็กแก้ปัญหาเรื่องขาโจ๋เอาเปรียบผู้อื่นในเรื่องการทำเวร เยาวชนจัดการนั่งล้อมวงสานเสวนาด้วยตนเอง
  • - ช่วยให้เยาวชนในสถานพินิจตระหนักรู้และสร้างความมั่นใจในตนเองมากขึ้น (โดยผ่านกิจกรรมการให้คุณค่ากับความดี เช่น กิจกรรมการนับเม็ดถั่วเขียวกับความดี)
  • - สามารถประยุกต์ใช้กระบวนการและกติกาของสานเสวนาเข้าไปในเวทีประชาคม ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น
  • - สามารถนำไปใช้กับชีวิตประจำวันของตนเอง เป็นคนใจร้อนน้อยลง ฟังมากขึ้น
  • - สามารถนำเนื้อหา กระบวนการ และเทคนิคไปใช้กับนักศึกษา ทำให้นักศึกษาเกิดความกล้าหาญในการแสดงความคิดเห็น และไม่แบ่งกลุ่มเขากลุ่มเรา

 

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

  • - เกิดผู้นำชาวบ้าน ในลักษณะผู้นำร่วม (Collective Leadership) จากการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน เช่น เวทีประชาคม ของ จ. นราธิวาส
  • - ตระหนักว่าผู้หญิงสามารถเป็นผู้นำ (Nature of Women Leadership) ในการใช้กระบวนการสานเสวนา เนื่องจากศักยภาพของผู้หญิงมีความอ่อนโยน ละเอียดอ่อน และละมุนละม่อม
  • - เริ่มการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ (Attitude Change) ของเจ้าหน้าที่ในสถานพินิจ ในการรับทราบเงื่อนไข ปัจจัยเบื้องหลังของการกระทำผิดของเยาวชนมากขึ้น
  • - เกิด ชุมชนความสุข (Happy Community) หลังจากการฟังอย่างลึกซึ้งในกระบวนการสานเสวนา โดยเฉพาะกลุ่มชุมชนพุทธ-มุสลิม ใน จ. ปัตตานี
  • - รู้จักตนเองและเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น เกิดความไว้วางใจ ในการนำสานเสวนาไปใช้กับประชาคม และเกิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
  • - เกิดกระบวนการในการพัฒนาคุณค่าความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นศักยภาพด้านในของบุคคล
  • - เกิดการเรียนรู้ตนเองและเปลี่ยนแปลงตนเอง ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อมนุษย์ทุกคน
  • - เกิดความเท่าเทียม แม้จะจนจะรวย
  • - ได้รับกำลังใจเพิ่มมากขึ้นจากการมีผู้ฟังอย่างลึกซึ้งในกลุ่มสานเสวนา

 

ปัญหาและอุปสรรค

  • - ทำอย่างไรจะทำให้คนบางกลุ่มเชื่อว่าการสานเสวนาเป็นกระบวนการที่ชาวบ้านจัดเองได้ ไม่ใช่ทางการเท่านั้นที่จะเป็นผู้นำ
  • - ทำอย่างไรให้คนบางกลุ่มศรัทธาในกระบวนการสานเสวนามากขึ้น
  • - ทำอย่างไรให้สามีเข้าใจ และไว้วางใจ เมื่อมาเข้าร่วมกระบวนการสานเสวนา
  • - ทำอย่างไรจะสลายความกลัวต่อการสูญเสียอำนาจ เนื่องจากสานเสวนาเน้นความเท่าเทียม
  • - ทำอย่างไรให้ผู้นำ และผู้บริหารเข้าร่วมในการเรียนรู้ เข้าใจและเห็นความสำคัญในการสานเสวนา
  • - ทำอย่างไรที่จะชักชวนคนกลุ่มใหม่ที่ยังไม่รู้จักสานเสวนาให้เข้าร่วมกิจกรรม
  • - ทำอย่างไรไม่ให้คนที่ยังไม่เคยเข้าร่วม เข้าใจว่ากระบวนการไม่ได้มีผลกระทบต่อความแตกต่างในเรื่องความเชื่อทางวัฒนธรรมและศาสนา
  • - ทำอย่างไรให้ขจัดข้อจำกัดในเรื่องเวลาไม่เพียงพอในการสานเสวนา
  • - ทำอย่างไรให้คนที่เข้าร่วมเปิดใจให้ได้มากที่สุด

 

 

ตัวอย่างการแก้ปัญหา

 

ปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัด

ทางออก

ทำอย่างไรจะให้ครอบครัวเข้าใจ ไว้ใจ

เชิญเขามาฟังอย่างลึกซึ้ง มาร่วมทำกิจกรรมด้วย

ทำอย่างไรในการชักชวนคนกลุ่มใหม่ที่ยังไม่รู้จักสานเสวนา

ใช้การติดต่อแบบตัวต่อตัว ใจถึงใจ เชิญชวนมาเรียนรู้กติกาที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิต

ทำอย่างไรให้ขจัดข้อจำกัดในเรื่องเวลา

สื่อสารให้ตรงประเด็นอย่างสันติ มีเป้าหมาย และจุดประสงค์ที่แน่นอนในการสานเสวนา

ทำอย่างไรให้คนที่เข้าร่วมเปิดใจให้มากที่สุด

จำเป็นต้องให้กำลังใจอย่างสม่ำเสมอ และให้เกิดการเรียนรู้ในการวางใจ ความคุ้นเคย โดยผ่านกิจกรรมเสริมสร้างพลังกลุ่มแบบต่าง ๆ

 

ข้อเสนอแนะในการสานเสวนา

ท้ายที่สุด ผู้หญิงกลุ่มนี้ที่ประกอบด้วยผู้นำสตรี ข้าราชการ เจ้าหน้าที่สถานพินิจ อาจารย์ และเยาวชน เห็นด้วยกับความเป็นไปได้ในการนำสานเสวนาไปใช้ให้ประสบความสำเร็จได้มากที่สุด ด้วยการให้ความสำคัญต่อรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • - นำเรื่องที่ตรงกับเหตุการณ์ใกล้ตัว ตรงกับบริบทของผู้ร่วมเสวนาเป็นหัวข้อในการสานเสวนา
  • - ถือว่าการสานเสวนาเป็นการฝึกฝนจิตภายในตนเองไปด้วย
  • - นำประเด็นความขัดแย้งขึ้นมาสานเสวนากันอย่างมนุษย์กับมนุษย์
  • - ไม่โจมตีตัวบุคคล เพียงวิจารณ์พฤติกรรมที่นำไปสู่ความขัดแย้ง
  • - ย้ำประเด็นของศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ศักดิ์ศรีอยู่ที่ความดีและความรู้ เขาจะมั่นใจและเห็นคุณค่าในความเป็นมนุษย์ของทุกคนมากขึ้น
neg6.jpg
 
ดาวน์โหลด
ปฏิทินงานสถาบัน
พบกับเราที่ Facebook
พบกับเราที่ Twitter
เว็บเครือข่าย
บลอกสันติวิธี
หนังสือฟรี
top
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี สำนักงานอธิการบดี ชั้น 2
มหาวิทยาลัยมหิดล 999 ถ.พุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170
โทรศัพท์: 0 2849 6072-5 โทรสาร: 0 2849 6075 อีเมล: pewww@mahidol.ac.th