Ortho TriCyclen-LO

arrow หน้าแรก arrow บทความสันติวิธี arrow สถานการณ์ใต้ arrow การจัดราชการเมืองแขก 7 หัวเมือง Thursday, 13 December 2018  
 
<---ตั้งแต่ ก.ค. 54 ศูนย์ฯสันติวิธีและศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาฯ ได้เปลี่ยนแปลงชื่อหน่วยงานเป็น "สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา(สสมส.)"แล้ว
Search this site
จุลสารสานสันติ
ลุ่มน้ำสายบุรี
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 3639867
ผู้เยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

การจัดราชการเมืองแขก 7 หัวเมือง PDF พิมพ์ ส่งเมล
ดัชนี บทความ
การจัดราชการเมืองแขก 7 หัวเมือง
หน้า 2

คำกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ของกรมหมื่นดำรงราชานุภาพ เรื่องการจัดราชการเมืองแขก 7 หัวเมือง

ไปรเวต ที่ 262/43047 วันที่ 4 มีนาคม รัตนโกสินทรศก 114
ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าฯ

Image 

          ด้วยในการที่พระเสนีพิทักษ์จะออกไปราชการเมืองสงขลาคราวนี้ คำสั่งในส่วนทางราชการ จะได้รับพระราชทาน ให้เป็นข้าหลวงพิเศษ ออกไปไต่สวนความต่างๆ ซึ่งยังค้างอยู่ในหัวเมืองแขก 7 หัวเมือง มีข้อความแจ้งอยู่ในสำเนาตราพระราชสีห์ ซึ่งได้ทูลเกล้าถวายต่างหากอีกส่วนหนึ่งแล้ว


          แต่คำสั่งราชการลับ
ซึ่งเป็นท้องเรื่องราชการในหน้าที่พระเสนีพิทักษ์ ข้าพระพุทธเจ้าคิดด้วยเกล้าฯ ว่าจะได้ชี้แจงให้พระเสนีพิทักษ์เป็นที่เข้าเข้าใจพระบรมราชประสงค์ โดยใจความดังนี้ คือ


          1. หัวเมืองแขก 7 หัวเมือง คือ ตานี 1 ยะหริ่ง 1 สายบุรี 1 รามัน 1 ระแงะ 1 ยะลา 1 หนองจิก 1 รวม 7 หัวเมืองนี้ เดิมรวมเป็นเมืองตานีเมืองเดียว อยู่มาครั้งหนึ่ง เมืองตานีเป็นขบถ กองทัพไทยลงไปปราบปรามมีชัยชนะ จึงโปรดฯ ให้แยกเขตแดนเมืองตานีออกเป็น 7 หัวเมือง คงเรียกว่าเมืองประเทศราชเหมือนกัน แต่ให้อยู่ในบังคับบัญชาเมืองสงขลา สิทธิขาดคล้ายกับเมืองขึ้น ใช่แต่เท่านั้น ยังตั้งข้าราชการไทย ซึ่งเป็นบุตรหลานเชื้อวงศ์พระยาสงขลาในครั้งนั้น ลงไปเป็นพระยาเจ้าเมืองแขกเหล่านี้หลายหัวเมือง โดยความประสงค์ของราชาธิปไตยในเวลานั้น จะไม่ให้เมืองตานีมีกำลังใหญ่โต ซึ่งอาจจะก่อการขบถได้ดังแต่ก่อน และจะขยายอำนาจไทย ที่จะบังคับบัญชาการออกไปในหัวเมืองแขกให้สิทธิขาด การที่จัดในครั้งนั้นว่าโดยย่อคือ ตั้งใจที่จะเอกเมืองตานี ที่เป็นประเทศราชใหญ่อยู่แต่ก่อน กระจายออกเป็นหัวเมืองไทย ขึ้นเมืองสงขลา ดังนี้เป็นใจความ


         
2. ครั้นต่อมา อาศัยความเพิกเฉยของราชาธิปไตย และการที่พระยาสงขลาต่อๆ มา ตั้งหน้าแสวงหาประโยชน์ และอำนาจส่วนตนยิ่งกว่าประโยชน์ในราชการ การบังคับบัญชาว่า หัวเมืองแขก 7 เมืองนี้ จึงผันแปรจากความคิดเดิม ของราชาธิปไตยมาโดยลำดับ กล่าวคือ การตั้งแต่ผู้ว่าราชการเมือง ก็ตกลงยังเป็นเลือกสรรแขกในหัวเมืองเหล่านั้น ตั้งเป็นผู้ว่าราชการเมือง และสืบต่อวงศ์ตระกูลกันตามทำนอง เมืองประเทศราช ที่เป็นเมืองใหญ่อยู่โดยมาก ยังมีไทยเป็นเจ้าเมืองอยู่ แต่เมืองหนองจิกเมืองเดียว ส่วนการที่จะทำนุบำรุงอันใดออกไปจากเมืองสงขลาเป็นอันไม่มี พระยาสงขลาคงเป็นธุระ แต่การที่จะชำระความ ที่มีผู้ฟ้องร้องอุทธรณ์ผู้ว่าราชการเมืองแขก 7 หัวเมือง กับที่จะเบียดเบียนเก็บผลประโยชน์ต่างๆ จากหัวเมืองแขกเหล่านี้ มาเป็นอาณาประโยชน์ของผู้ว่าราชการเมืองสงขลา ด้วยวิธีกะเกณฑ์ต่างๆ ตามที่อยู่เวลานี้คือ
               
(1) ผู้ว่าราชการเมืองแขกเหล่านี้ ต้องแบ่งส่วนในภาษีอากรต่างๆ ให้พระยาสงขลา เมืองละมากบ้างน้อยบ้างตามกำลัง
               
(2) พระยาสงขลาแต่งให้นายหมวด นายกอง ออกไปตั้งควบคุมผู้คน บางหมู่บางเหล่าในเมืองเหล่านั้น เก็บเงินส่งมาเป็นอาญาประโยชน์ที่เมืองสงขลา
                (3) พระยาสงขลามีที่ดินซึ่งเกิดประโยชน์ต่างๆ เช่น บ่อแร่ดีบุก เป็นต้น
อยู่ในหัวเมืองเหล่านั้น และเก็บเงินจากที่เหล่านี้ เป็นอาณาประโยชน์หลายตำบล
               
(4) การกะเกณฑ์ขอร้องเบ็ดเตล็ดต่างๆ บางมื้อบางคราวก็มีอยู่
                ผลประโยชน์ที่พระยาสงขลาได้จากหัวเมืองแขกทั้ง 7 เมือง จะเป็นแขกหรือไทยก็ตาม
มีอำนาจในบ้านเมืองเหล่านั้น สิทธิขาดตามแบบแผนเมืองประเทศราช คือ มีอำนาจที่จะเก็บภาษีอากร ตามอัตราในบ้านเมืองแลจับจ่ายใช้สอยได้โดยอำเภอใจ และมีอำนาจเหนือราษฎร สิทธิขาดทำได้จนประหารชีวิต การที่จะเกี่ยวข้องตรงต่อกรุงเทพฯ มีการตั้งแต่งผู้ว่าราชการเมือง แลกรมการผู้ใหญ่ กับส่งต้นไม้เงินทอง เครื่องราชบรรณาการตามธรรมเนียมเป็นสำคัญ การที่จะบอกข้อราชการอันใด ตามแบบแผนต้องบอกเมืองสงขลาเข้าอีกชั้นหนึ่ง ส่วนท้องตราแลข้อบังคับที่มีไปจากกรุงเทพฯ ตามแบบแผนก็ต้องส่งไปทางเมืองสงขลาอย่างเดียวกัน
               การที่เป็นดังนี้
ถ้าพิเคราะห์ดูโดยรูปการ ก็ดูเหมือนว่าราชการเมืองแขกทั้ง 7 ถึงจะเป็นเมืองเล็กน้อย ก็ดูควรจะมีความสุขสำราญ เป็นที่พอใจของผู้ว่าราชการเมือง เพราะอำนาจแลผลประโยชน์ก็มีมาก ทั้งราชาธิปไตยก็ไม่บังคับกวดขันอันใด แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น ผู้ว่าราชการเมืองแขกทั้ง 7 นี้ มีความเดือดร้อนในการที่ต้องถูกรบกวน เบียดเบียนของผู้ว่าราชการเมืองสงขลาอยู่โดยมาก พากันกระวนกระวายยากจะขึ้นต่อกรุงเทพฯ มาช้านาน เที่ยวบ่นว่ากล่าวจะให้สำเร็จตามประสงค์อันนี

 

          3. พิเคราะห์ดูข้อเดือดร้อน ของผู้ว่าราชการเมืองแขกทั้ง 7 ที่จะขอลาออกจากเมืองสงขลานั้น เข้าใจว่า เป็นเพราะเรื่องชำระความอุทธรณ์อย่างหนึ่ง คือถ้าโจทก์มาฟ้องร้องยังเมืองสงขลา ผู้ว่าราชการ กรมการพวกนี้ ต้องมาเป็นคู่ความ อยู่ในบังคับบัญชากรมการเมืองสงขลา ต้องเสียเงินทองในการเหล่านี้คราวละมากๆ อีกอย่าง 1 เดือดร้อนที่ผู้ว่าราชการเมืองสงขลา ตั้งกรมการ นายหมวด นายกอง ลงไปควบคุมเกี่ยวข้องผู้คนพลเมือง ให้เป็นฝักเป็นฝ่ายประการหนึ่ง
           อีกอย่างหนึ่งเข้าใจว่า เดือดร้อนด้วยการขอร้องกะเกณฑ์จุกจิกต่างๆ
ซึ่งผู้ว่าราชการเมือง แลกรมการเมืองสงขลาอาจจะทำได้หลายคน ความเดือดร้อนเข้าใจว่า จะเป็นด้วยเหตุเหล่านี้เป็นเงินประจำปี แบ่งจากเงินที่ได้ไม่ต้องชักเนื้อเถือหนังอันใด แลเห็นว่าถ้าความเดือดร้อน แต่เรื่องเงินประจำปีแล้ว ที่ไหนผู้ว่าราชการเมืองแขกเหล่านี้ จะเที่ยวบนบานขอร้องออกจากเมืองสงขลา แต่อย่างไรก็ดี ในการเรื่องนี้จะทอดทิ้งเพิกเฉยต่อไปไม่ได้


           4. ที่จำเป็นจะต้องลงมือจัดการหัวเมืองแขกทั้ง 7 นี้ อาศัยเหตุ 5 ประการคือ
                ประการที่ 1 ตามเหตุการณ์เกี่ยวกับต่างประเทศ
ที่ได้มีมาต่อพระราชอาณาเขตในตอนนี้ ทำให้เป็นการจำเป็นจะต้องรีบจัดแก้ไขการเสื่อมเสียทั้งปวง ซึ่งมีอยู่ในวิธีการปกครองของเรา ทำนุบำรุงราชการบ้านเมือง ให้ปรากฏแก่ตาโลกย์ทั้งหลายว่า เมืองไทยตั้งหน้าเดินไปสู่ทางเจริญด้วยลำพังโดยเต็มกำลัง การที่จะทำนุบำรุงบ้านเมืองดังนี้ ยิ่งจัดให้แพร่หลายออกไปได้เท่าใด ก็ชื่อว่าพระราชอาณาเขต มั่นคงออกไปโดยลำดับท้องที่ ที่ได้จัดการไปนั้น
                ประการที่ 2 หัวเมืองแหลมมลายู
เฉพาะหัวเมืองแขกทั้งปวงนี้ อยู่ในที่ล่อแหลม นับเป็นส่วนหนึ่งซึ่งเป็นของอ่อน ในพระราชอาณาเขต อันอาจจะบุบถลายได้ง่ายกว่าหัวเมืองไทย ซึ่งอยู่ภายในเข้ามา
                ประการที่ 3 เวลานี้
พวกอังกฤษคิดจะทำการค้าขาย ตั้งหลักฐานต่อเข้ามาถึงหัวเมืองแขกในพระราชอาณาเขต การที่เราจะปิดห้ามเสียนั้นไม่ได้ ด้วยเป็นการผิดนิยมของโลกย์ มีทางแก้อยู่อย่างเดียวที่จะต้องชิงจัด ชิงเปิดการค้าขายเต็มภูมิลำเนาได้เท่าใด ก็เป็นเครื่องป้องกันชาวต่างประเทศจะเข้ามาแย่งชิงประมูลทำก็ยากขึ้น โดยจะเข้ามาทำได้บ้างเมื่อกำลังในพื้นเมืองเป็นใหญ่กว่า แลมีการปกครองดีอยู่แล้ว ทางจะเกิดเหตุเสื่อมเสียก็มีน้อย
                ประการที่ 4 เพราะเหตุที่ต่างประเทศขวนขวาย จะเข้ามาทำมาหากินในหัวเมืองแขกมากขึ้น
ถ้าเราไม่ลงมีจัดการอย่างใดอย่างหนึ่ง มีทางที่จะเกิดเหตุใหญ่ง่าย ด้วยพวกที่ทำมาหากินเหล่านั้น พวกนั้นมักใช้สายบนบานขอร้องเอาสัญญา ที่ฝ่ายเขาจะได้เปรียบต่างๆ จากผู้ว่าราชการเมืองแขก เอาไปเป็นหลักฐานเข้ามาอ้างเป็นเหตุที่จะทำการต่างๆ รอดอยู่ด้วยเมืองแขก ประเทศราชใหญ่ เช่น กลันตัน ตรังกานู มีนิสัยเกลียดฝรั่งอยู่เป็นพื้น แลเช่นเมืองไทรเล่าก็เพราะเหตุที่ตั้งหน้าจัดการค้าขายเปิดบ้านเมือง รู้เท่าทันฝรั่ง พวกชาวต่างประเทศจึงเข้าแทรกแซงไม่ติด แต่หัวเมืองเล็กน้อย เช่น แขก 7 เมือง จะไว้ใจทั่วไปไม่ได้ ด้วยเป็นเมืองเล็กน้อย อยู่ในอำนาจเงินโดยมาก เช่น พระยาระแงะ ไปทำสัญญาขายภาษีอากรแลประโยชน์การทำเหมืองแร่ ในบ้านเมืองให้แขกสิงคโปร์ แขกนั้นเอาไปขายให้มิสเตอร์ลีซคนอังกฤษ เช่นนี้ถ้าทอดทิ้งไว้ไม่ดูแลให้แข็งแรง เหตุเช่นนี้ยังจะมีได้อีก จึงจะไม่เสื่อมเสียมากมายประการใด ก็เป็นความลำคาญแก่ราชาธิปไตยได้มากๆ
                ประการที่ 5 อาศัยเหตุที่ผู้ว่าราชการเมืองแขกทั้ง 7 มีความเดือดร้อนดังได้รู้อยู่แล้วประการหนึ่ง แลอาศัยเหตุที่พวกอังกฤษ
คิดหาผลประโยชน์ต่อเข้ามาในหัวเมืองแขกประการหนึ่งประสมกัน ถ้าเราไปทอดทิ้ง ไม่ชิงจัดการอย่างหนึ่งอย่างใด ให้เป็นที่เรียบร้อยโดยรวดเร็ว ภายหน้าแขกพวกนี้จะประพฤติผิดร้ายแรง เช่น กู้ยืมเงิน หรือที่สุดวิ่งเข้าหาฝรั่ง ให้เป็นความลำบากเกิดขึ้นแก่บ้านเมืองก็เป็นได้ ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นจำเป็นต้องรีบจัดการหัวเมืองแขก ให้เรียบร้อยโดยเร็วที่สุดที่จะพึงทำได้

Image


           5. บางที่จะเป็นข้อสงสัยว่า หัวเมืองมลายูประเทศราช
ยกเมืองไทรเสียเพราะเหตุว่าเป็นเมืองที่ได้จัดการทำนุบำรุงอยู่ในตัว เมืองตรังกานู กลันตัน เป็นเมืองใหญ่ เมืองสำคัญ และอยู่ล่อแหลม อยู่ใกล้ชิดเขตแดนอังกฤษ เหตุใดจึงไม่จัดการหัวเมืองสำคัญทั้งสองนั้น และจะจัดการเมืองแขกเล็กน้อยทั้ง 7 เมือง ซึ่งอยู่ภายในนี้ก่อนความข้อนี้จะชี้แจงให้เข้าใจได้ ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ
                ประการที่ 1 เมืองกลันตัน ตรังกานู ถึงเป็นเมืองของไทย
โดยแท้จริงเป็นเมืองประเทศราช เต็มบรรดาศักดิ์ ซึ่งอังกฤษดูแลอยู่ด้วยความมุ่งหมายต้องการเสมอ ถ้ายังไม่มีเหตุจำเป็นอย่างใด คือ ถ้าเมืองทั้งสอง ยังคงรักษาการปกครองเรียบร้อยเป็นปรกติ ถ้าเราไปจู่โจมรวบรัดจัดการเกี่ยวข้องเข้าประการใด อังกฤษจะหาเหตุทำลายล้างความคิด โดยประสาที่อยากได้เมืองทั้งสอง หรืออย่างต่ำที่สุด โดยน้ำใจที่ไม่อยากให้ไทยมีอำนาจเข้าไปเกี่ยวข้องในหัวเมืองทั้งสองนั้นยิ่งกว่าแต่ก่อน ถ้ามีเหตุปากเสียง เกิดขึ้นด้วยเช่นนี้เราจะเสียเปรียบไม่มากก็น้อย เพราะในเวลานี้ที่เราจำต้องคบค้าเอาใจอังกฤษช่วยป้องกันฝรั่งเศส การอย่างใดที่จะมีทางอริกับอังกฤษต้องระวังอย่าให้มีขึ้นได้
                ประการที่ 2 เมืองสงขลาในเวลานี้ได้โปรดเกล้าฯ
ให้ลงมือจัดการแก้ไขทำนุบำรุงให้กำเนิดไปสู่ทางเจริญ การที่จัดเมืองสงขลานี้ คงจะบังเกิดความนิยมของไพร่พลเมือง เป็นกิติศักดิ์แพร่หลายออกไป ส่วนหัวเมืองแขก 7 เมือง อยู่ใกล้ชิดกับสงขลา เมื่อการเมืองสงขลาออกเดินได้แล้ว คงจะจูงการเมืองทั้ง 7 ให้เดินตามไปโดยง่าย ถ้าความเจริญรุ่งเรือง จัดให้เป็นผลได้เท่าใด ก็คงจะเป็นอานิสงฆ์แพร่หลายออกไปถึงหัวเมืองกลันตัน ตรังกานู ให้เป็นทางที่จะคิดจัดต่อไปได้ภายหน้า ด้วยเหตุนี้ จึงตั้งต้นจัดการแต่ภายในออกไป คือจัดการเมืองสงขลาเป็นต้น แลหัวเมืองแขกทั้ง 7 ติดต่อออกไป ดีกว่าจะจัดหัวเมืองนอกย้อนเข้ามาหาภายใน หรือจะเอะอะเกรียวกราวจัดใหม่ตลอดกันในคราวเดียว


           6. ความดำริที่จะจัดการในหัวเมืองแขกทั้ง 7 ต่อไปนี้
               1. เห็นควรจะให้คงเป็น 7 หัวเมือง ดังเป็นอยู่บัดนี้
               2. จะให้ข้าหลวงไทยประจำตรวจตราคอยบังคับบัญชาการในหัวเมืองแขกทั้ง 7 กองหนึ่ง
               3. การบังคับบัญชาในพื้นเมือง
จะให้ผู้ว่าราชการเมืองคงมีอำนาจที่จะบังคับบัญชา รักษาการตามธรรมเนียมบ้านเมืองที่มีอยู่ ที่ข้าหลวงเห็นชอบด้วย
               4. ให้ผู้ว่าราชการเมือง มีอำนาจที่จะบังคับบัญชารักษาการ ตามกฏหมายประเพณี
เว้นไว้แต่ความซึ่งโทษถึงประหารชีวิต หรือริบทรัพย์สมบัติ แลความอุทธรณ์ต้องส่งมาพิจารณา ณ ที่ศาลข้าหลวง ส่วนคำพิพากษาโทษประหารชีวิต และโทษริบทรัพย์ ข้าหลวงต้องส่งเข้ามาขอรับพระราชทาน พระบรมราชานุญาตก่อน เหมือนกับเมืองชั้นใน
              5. ส่วนภาษีอากรนั้น
ให้ผู้ว่าราชการเมืองคงเก็บตามเดิม แต่ให้มีส่วนลดเป็นภาคหลวง พอที่จะใช้การข้าหลวง กำกับเมืองแขกทั้ง 7 นั้นแล เหลือส่งมาจ่ายราชการบ้าง
              6. การที่ต้องเสียส่วย หรือผลประโยชน์อันใดต่อพระยาสงขลา
หรือการที่พระยาสงขลาตั้งนายหมวด นายกองลงไปควบคุมผู้คนอันใด อยู่ในหัวเมืองแขกเหล่านั้น เป็นแยกเลิกไปจัดการใหม่ แต่การควบคุมคนไทย ซึ่งออกไปอยู่ในเมืองแขก ผู้ว่าราชการเมือง ต้องพร้อมด้วยข้าหลวงเลือกสรรคนไทยเหล่านั้น ตั้งเป็นกรมการหัวหน้าคนไทยขึ้นไว้ในบ้านเมือง ทำนองกรมการจีน ให้มีมากน้อยตามส่วนคนไทยที่จะมี
               7. การที่เกี่ยวกับกรุงเทพฯ
ให้หัวเมืองแขกเหล่านี้ ส่งต้นไส้เงินทอง เครื่องราชบรรณาการตามเคย ส่วนใบบอกราชการต่างๆ จะบอกตรงเข้ากรุงเทพฯ หรือจะบอกต่อข้าหลวง แต่จะบอกอย่างไรก็ตาม ต้องให้ข้าหลวงทราบด้วยทุกคราว ส่วนท้องตราก็อย่างเดียวกัน
               8. บรรดาการที่จะเกี่ยวกับคนในบังคับต่างประเทศประการใด
ต้องเป็นธุระในหน้าที่ของข้าหลวงโดยเฉพาะ
               9. ข้าหลวงกับหัวเมืองทั้ง 7 ให้ตั้งที่ว่าการที่เมืองสงขลาแห่งหนึ่ง
ให้ตั้งที่ว่าการในหัวเมืองแขกทั้ง 7 นั้นแห่งหนึ่ง และให้หมั่นไปตรวจราชการในหัวเมืองทั้ง 7 นี้เนืองๆ ถ้าประเพณีการบ้านเมืองอย่างใดเสื่อมเสีย ไม่ควรแกประโยชน์ของราชการ หรือเป็นที่เดือดร้อน แก่พลเมืองอยู่ประการใด ข้าหลวงมีอำนาจที่จะตักเตือนผู้ว่าราชการเมือง แก้ไขให้เรียบร้อย
ว่าโดยสรุป
การที่จะจัดในชั้นต้น เป็นดังนี้



neg4.jpg
 
ดาวน์โหลด
ปฏิทินงานสถาบัน
พบกับเราที่ Facebook
พบกับเราที่ Twitter
เว็บเครือข่าย
บลอกสันติวิธี
หนังสือฟรี
top
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี สำนักงานอธิการบดี ชั้น 2
มหาวิทยาลัยมหิดล 999 ถ.พุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170
โทรศัพท์: 0 2849 6072-5 โทรสาร: 0 2849 6075 อีเมล: pewww@mahidol.ac.th