Ortho TriCyclen-LO

arrow หน้าแรก Wednesday, 02 December 2020  
 
<---ตั้งแต่ ก.ค. 54 ศูนย์ฯสันติวิธีและศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาฯ ได้เปลี่ยนแปลงชื่อหน่วยงานเป็น "สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา(สสมส.)"แล้ว
Search this site
จุลสารสานสันติ
ลุ่มน้ำสายบุรี
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 4142669
ผู้เยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

เสียงของชุมชนกับการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็ก PDF พิมพ์ ส่งเมล
การ พัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและอยู่ร่วมกับชุมชนอย่าง ยั่งยืนเป็นหัวข้อการประชุมวิชาการซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการ ลงทุนหรือบีโอไอร่วมกับสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทยที่โรงแรมโฟร์ ซีซั่นในกรุงเทพเมื่อบ่ายวันจันทร์ที่ ๑ กันยายน ที่ผ่านมานี้เอง งานนี้ต้องขอแสดงความชื่นชมชาวบ้านจากประจวบคีรีขันธ์ที่อุตส่าห์เดินทางออก จากบ้านตั้งแต่ตีสี่เพื่อมาขอเข้าฟังการประชุมโดยไม่ได้รับเชิญจึงไม่รู้ว่า จะได้เข้าห้องประชุมหรือไม่ และความใจกว้างของบีโอไอและสถาบันเหล็ก ที่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านเข้าฟังในห้องประชุม แถมยังอนุญาตให้ตัวแทนชาวบ้านซึ่งนั่งฟังการประชุมนานกว่า ๒ ชั่วโมงได้แสดงความเห็น  ทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการและนักวิชาการหูตาสว่างขึ้นไม่น้อย ชาวบ้านเองก็ได้รับรู้ข้อมูลและความคิดของหน่วยงานราชการเช่นกัน ยังนึกว่าหากการวางแผนพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศมีองค์กรภาคประชาชนที่เข้มแข็งเข้ามามีส่วนร่วมอย่างขันแข็งอย่างนี้แล้ว ปัญหาความขัดแย้งคงไม่รุนแรง เพราะความหวาดระแวงไม่ไว้วางใจระหว่างประชาชนกับรัฐน่าจะลดลงไป แม้จะโดนชาวบ้านต่อว่าหรือถึงขั้นด่าทอเอาบ้าง ก็ขอให้ถือว่าชาวบ้านให้ศีลให้พรก็แล้วกัน

Image 

 


 

เรื่องสำคัญที่ชาวบ้านฝากไว้ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องพิจารณาสรุปได้เป็น ๔ ประเด็นคือ

<!--[if !supportLists]-->๑.         <!--[endif]-->ประเด็นสิ่งแวดล้อม  เรื่องแรกคือมลภาวะ มีคำถามว่าหากอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำมีเทคโนโลยีสะอาด ทำไมญี่ปุ่นจึงย้ายอุตสาหกรรมเหล็กกล้ามายังประเทศไทยและประเทศฟิลิปปินส์  รวมทั้งในกรณีประเทศจีนทำไมจึงต้องปิดโรงงานถลุงเหล็กก่อนพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคนานถึง ๓ เดือน?  และยังมีเรื่องเกี่ยวกับความสามารถหรือขีดจำกัดของระบบนิเวศที่จะรองรับมลภาวะจากอุตสาหกรรมอื่นๆที่จะเกิดควบคู่กับอุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ แม้แต่ละโรงงานอาจทำให้เกิดมลภาวะในระดับไม่เกินมาตรฐาน แต่มลภาวะจากทุกโรงงานโดยรวมจะมีได้แค่ไหน จึงจะไม่เกินขีดความสามารถการรองรับของระบบนิเวศ?   และเรื่องการทำลายป่าและความหลากหลายทางชีวภาพก็สำคัญ ในกรณีที่พื้นที่ก่อสร้างโรงงานไปกำหนดในพื้นที่ที่เป็นป่าหรือมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง จะมีคำอธิบายอย่างไร?

<!--[if !supportLists]-->๒.       <!--[endif]-->ประเด็นทรัพยากร  มีการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นทั้งที่ดินและน้ำเป็นจำนวนมาก คงต้องให้คำตอบว่าโดยรวมทั้งโรงงานอุตสาหกรรมเหล็กและโรงงานอุตสาหกรรมอื่นๆที่เกี่ยวข้อง จะใช้ทรัพยากรเท่าไร จะหามาจากไหน โดยเฉพาะน้ำจะจัดสรรน้ำร่วมกับภาคการเกษตร การท่องเที่ยว และการพัฒนาด้านอื่นๆให้มีความสมดุลได้อย่างไร?

<!--[if !supportLists]-->๓.        <!--[endif]-->ประเด็นสังคม   อาจจะต้องมีการอพยพโยกย้ายชุมชนหรือมิฉะนั้นก็จะต้องปรับเปลี่ยนอาชีพและวิถีชีวิต การใช้พื้นที่จำนวนมากซึ่งจะต้องกระทบชุมชนนับพันครัวเรือน จะมีกระบวนการพูดคุยเพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างไร?   นอกจากนั้นยังมีเรื่องการสร้างงานซึ่งแผนพัฒนาอุตสาหกรรมอธิบายว่าจะช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่นซึ่งจะเป็นผลดีกับชุมชนที่ยากจนขาดความมั่นคงในอาชีพและรายได้ แต่กรณีที่ชุมชนมีอาชีพการงานมั่นคงอยู่แล้วเช่นชาวบ้านแถบบางสะพาน ทับสะแก กุยบุรี บอกว่าเขามีงานทำมีรายได้มั่นคงจากการประมงพื้นบ้าน การเกษตร การท่องเที่ยวมีความสุขดีอยู่แล้ว หากต้องถูกอพยพหรือทำมาหากินไม่ได้ จะให้เขาอยู่กันอย่างไร?

<!--[if !supportLists]-->๔.        <!--[endif]-->ประเด็นเศรษฐกิจ  นอกจากการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในทางเศรษฐกิจในการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กในพื้นที่แล้ว ทำไมไม่วิเคราะห์ศักยภาพพื้นที่เปรียบเทียบกับการพัฒนาด้านอื่นๆด้วย เช่นในการท่องเที่ยว การประมง?  นอกจากนั้นยังมีเรื่องผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ นอกจากจะชี้ให้เห็นรายได้ที่จะเข้าประเทศ ช่วยลดการนำเข้า เสริมศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมต่อเนื่องเช่นอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมอิเลคโทรนิคแล้ว  ชุมชนและท้องถิ่นจะได้รับส่วนแบ่งจากประโยชน์เหล่านี้อย่างไร ยั่งยืนหรือไม่?

ต่อกรณีคำถามของชาวบ้านเหล่านี้ ผมมีความเห็นว่า หน่วยงานของรัฐที่กำหนดนโยบายจะต้องมีคำตอบ เพราะเป็นเรื่องธรรมาภิบาลที่สังคมควรรับรู้โดยไม่ต้องรอถาม รัฐอย่ามองข้ามชาวบ้านหรือคนจนในพื้นที่ อย่ามองว่าพวกเขาเป็นอุปสรรค แต่ต้องคิดว่าเขาเป็นผู้มีส่วนได้เสีย ที่มักจะเสียมากกว่าได้ ที่สำคัญในกระบวนการพัฒนา หน่วยราชการและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สภาพัฒน์ กระทรวงอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรม สำนักงานผังเมือง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพัฒนาสังคมฯ จะต้องร่วมมือกันทำในเรื่องที่สำคัญเร่งด่วนดังนี้ 

๑. การแสวงหาความจริง  ทำข้อมูลให้ถูกต้องเป็นที่ยอมรับร่วมกัน สร้างกระบวนการค้นหาความจริงให้รอบด้าน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบมาก  ควรหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลด้านเดียว ไม่ว่าจะด้านดีหรือด้านไม่ดี เพราะจะนำไปสู่การไม่ไว้ใจกัน หรือพูดไม่รู้เรื่อง จึงต้องทะเลาะกัน

๒. ปรับวิธีคิดและวิธีการในการวางแผนพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กให้เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอื่นๆและควรต้องเชื่อมโยงกับการพัฒนาทางสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย การคิดวางแผนเป็นรายอุตสาหกรรม เป็นเรื่องๆ ทำให้เกิดการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การใช้พลังงาน และการควบคุมมลภาวะซึ่งเกิดผลกระทบและความขัดแย้งอย่างรุนแรงมาแล้วในกรณีมาบตาพุด   นอกจากนี้ในส่วนของการใช้วิธีคิดแบบบนลงล่าง ปรึกษาหารือผู้เชี่ยวชาญสร้างโมเดลต้นแบบก่อนถามความเห็นชาวบ้าน เป็นกระบวนการวางแผนที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน มิได้จำแนกแยกแยะผู้ที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนรอบด้าน จึงหมิ่นเหม่ต่อการละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนและชุมชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร การมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายพัฒนา ฯลฯ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ

๓. กลไกการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานภาครัฐที่พัฒนาภาคอุตสาหกรรม ประสบการณ์โครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกและในอีกหลายๆแห่ง เป็นตัวบ่งชี้ความไม่ประสบความสำเร็จของส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน หน่วยงานของรัฐไม่ได้พูดคุยปรึกษาหารือกัน ต่างคนต่างทำ เมื่อเกิดปัญหากลับไม่มีคนรับผิดชอบ  ประเด็นนี้จะต้องแก้ไขก่อนจะวางแผนสร้างอุตสาหกรรมแหล่งใหม่ๆ

หากสังคมยังไม่ได้รับคำตอบเหล่านี้ที่ชัดเจน ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงอคติ ความหวาดระแวง ความไม่ไว้วางใจของประชาชนต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมไปได้ ยังไงก็ต้องมีประท้วงและจะประท้วงรุนแรงมากขึ้นตามความรุนแรงของผลกระทบ การค้นหาคำตอบโดยกระบวนการมีส่วนร่วมและสันติวิธีเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ถ้าผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐเปิดใจให้กว้าง มีความจริงจัง จริงใจที่จะแก้ปัญหา ให้ความสนใจสรุปบทเรียนจากการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีอยู่ปัจจุบันอย่างจริงจัง ทั้งในเขตและนอกเขตนิคมอุตสาหกรรม  ตั้งคณะทำงานปรับปรุงแก้ไขอุตสาหกรรมเดิมที่ก่อปัญหา ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพิจารณาส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ให้สมดุลกับการพัฒนาด้านอื่นๆ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืนตามเจตนารมณ์ของรัฐและความร่วมมือของประชาชนจริงๆ ประเทศไทยก็จะพ้นวิกฤติทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆกัน

 

ดร. เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์

สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

และอาจารย์ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล

๒ กันยายน ๒๕๕๑

 

 

neg4.jpg
 
ดาวน์โหลด
ปฏิทินงานสถาบัน
พบกับเราที่ Facebook
พบกับเราที่ Twitter
เว็บเครือข่าย
บลอกสันติวิธี
หนังสือฟรี
top
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี สำนักงานอธิการบดี ชั้น 2
มหาวิทยาลัยมหิดล 999 ถ.พุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170
โทรศัพท์: 0 2849 6072-5 โทรสาร: 0 2849 6075 อีเมล: pewww@mahidol.ac.th