Ortho TriCyclen-LO

arrow Saturday, 01 November 2014  
 
<---ตั้งแต่ ก.ค. 54 ศูนย์ฯสันติวิธีและศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาฯ ได้เปลี่ยนแปลงชื่อหน่วยงานเป็น "สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา(สสมส.)"แล้ว
Search this site
จุลสารสานสันติ
ลุ่มน้ำสายบุรี
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 2637977
ผู้เยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สุขสวัสดีวันตำรวจไทย...โดยเฉพาะตำรวจใต้และกรุงเทพมหานคร PDF พิมพ์ ส่งเมล
สุขสวัสดีวันตำรวจไทย...โดยเฉพาะตำรวจใต้และกรุงเทพมหานคร   

วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม 2008 21:38น.

อ.อับดุชชะกูร์ บิน ชาฟิอีย์ ดินอะ (อับดุลสุโก ดินอะ)

โรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิ

อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยทักษิณ

  ตำรวจหรือ "ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์" เป็นคำยกย่องของรัฐและประชาชนที่คาดหวังต่ออาชีพการเป็นตำรวจ เป็นที่ทราบกันดีว่าอาชีพตำรวจเป็นอาชีพที่เป็นทางการ เป็นข้าราชการ ที่มีหน้าที่รักษากฎหมาย ดูแลความสงบสุขและความปลอดภัยแก่ประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

แต่ปัจจุบันโดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับข้าราชการตำรวจกลับน่าเป็นห่วง     
    ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง ความคิดเห็นของสาธารณชนต่อ เหตุการณ์สลายม็อบพันธมิตร: กรณีศึกษาประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวนทั้งสิ้น 2,118 ตัวอย่างซึ่งมีระยะเวลาดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 8-9 ตุลาคม 2551 ผลสำรวจพบว่า ประชาชนเกินครึ่งหรือร้อยละ 52.9 ไม่เห็นด้วยกับตำรวจที่ใช้แก๊สน้ำตาเข้าสลายกลุ่มผู้ชุมนุม
    ในขณะที่วันที่ 9 ตุลาคม 2551 ที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีตัวแทนจากเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน, มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม, ศูนย์ทนายความมุสลิมประมาณ 10 คน นำพวงหรีดที่เขียนข้อความระบุ "สิทธิในความเป็นมนุษย์ควรได้รับการเคารพจากทุกฝ่าย- กลุ่มทนายความสิทธิมนุษยชน" ไปวางที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
    เดิมก่อนเหตุการณ์สลายการชุมนุม หลายๆ คนก็มีทัศนคติที่ไม่ดีอันเนื่องมาจากพฤติกรรมไม่ดีของตำรวจบางคนอยู่แล้ว เพราะแทนที่จะเป็น "ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์กลับเป็น ผู้พิฆาตสันติราษฎร์ทำให้ชาวบ้านเหมารวมตำรวจไทยทั้งหมดว่าไม่ดีเช่นกัน ประชาชนส่วนใหญ่เลยไม่ชอบและไม่ยินดีกับผลงานที่เขาเหล่านั้นได้ปฏิบัติในฐานะที่กินภาษีของประชาชนเหมือนหน่วยอื่นๆ ทั้งๆ ที่เนื้อหาสาระของภารกิจที่ข้าราชการตำรวจปฏิบัตินั้นมีความสำคัญมาก และเป็นภารกิจที่ลำบาก ต้องเสียสละอย่างมาก ไม่มีวาระจบสิ้น และบางครั้งก็เสี่ยงถึงชีวิต
    โดยเฉพาะการแก้ปัญหาชายแดนใต้และเหตุการณ์การเมืองที่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจนที่กรุงเทพมหานคร ทั้งสองเรื่องต้องอาศัยตำรวจ เพราะ ตำรวจคือหนวยอำนวยความยุติธรรมลำดับต้นของประชาชน มีหน้าที่ในการสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิด ค้นหาพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับ และนำตัวมาสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) เพื่อส่งให้พนักงานอัยการฟ้องคดีต่อศาล
    แน่นอนว่าหากตำรวจชายแดนใต้และกรุงเทพมหานครที่เป็น ต้นธารของกระบวนการยุติธรรม ไม่สามารถอำนวยความยุติธรรมได้เสียแล้ว ซ้ำร้ายยังขูดรีดประชาชนเสียเอง ก็จะยิ่งเป็นเชื้อที่คอยราดน้ำมันสู่เปลวเพลิงแห่งความรุนแรง ทัศนคติที่ไม่ดีซึ่งประชาชนมองตำรวจก็จะยังคงมีอยู่ต่อไป
    พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่ตำรวจเอาไว้ว่า “...การจับผู้ร้ายนั้นไม่ถือเป็นความชอบ แต่เป็นการทำตามหน้าที่ให้ครบถ้วนเท่านั้น...แต่จะเป็นความชอบก็ต่อเมื่อได้คุ้มครองป้องกันเหตุร้ายให้ชีวิตและทรัพย์สินของข้าแผ่นดินในท้องที่นั้นให้อยู่เย็นเป็นสุข...
    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ก็ทรงพระราชทานพระบรมราโชวาทแก่ตำรวจ ในพิธีสวนสนามเนื่องในโอกาสสถาปนาโรงเรียนนายร้อยตำรวจครบ 100 ปี ณ ลานฝึกศรียานนท์ เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2545 ความว่า
     “ตำรวจมีหน้าที่ที่สำคัญและกว้างขวางมาก คือต้องทำหน้าที่ทั้งด้านการปกครอง คอยสอดส่องดูแลทุกข์สุขตลอดจนสวัสดิภาพของประชาชน ทั้งด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมและจับกุมผู้กระทำผิด รวมทั้งการปกป้องแผ่นดินไทยเมื่อมีภัยคุกคามอีกด้วย นับว่ามีภาระหนัก มีความรับผิดชอบสูง เพราะต้องเผชิญกับปัญหานานา และต้องเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตอยู่ตลอดเวลา
    ดังนั้นผู้ที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจให้สำเร็จครบถ้วนจะต้องเป็นบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถ มีความเข้มแข็ง อดทน และมีความเสียสละอย่างแท้จริง จึงขอให้ตำรวจทุกคนภูมิใจที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อันสำคัญและมีเกียรตินี้...
    ...ตำรวจมีหน้าที่รักษาความสงบสุขและความถูกต้องเป็นธรรมในบ้านเมือง การปฏิบัติหน้าที่บางทีก็ต้องใช้เมตตาอารีและเสียสละอย่างสูงในการช่วยเหลือเกื้อกูลประชาชนโดยเสมอหน้า แต่บางทีก็ต้องใช้ความเข้มงวดเด็ดขาดในการควบคุม ทำลายทุจริตชน และการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ไม่ว่าจะทำหน้าที่โดยความเมตตา เกื้อกูลหรือเข้มงวดกวดขันก็ตาม ตำรวจต้องระมัดระวังตั้งใจปฏิบัติให้ได้ผลตรงตามเป้าหมาย คือให้เป็นการรักษาความสงบสุข เป็นการผดุงความถูกต้องเป็นธรรมอยู่เสมอ อย่าให้ถูกมองว่าเป็นการใช้อำนาจหน้าที่หาประโยชน์เบียดเบียนประชาชน หรือล้มล้างทำลายความเป็นธรรมเสียเองเป็นอันขาด มิฉะนั้นจะไม่สามารถรักษาภาพลักษณ์ คุณค่าและเกียรติศักดิ์ของตำรวจไว้ได้...
    พระบรมราโชวาทในครั้งนั้นแสดงถึงหน้าที่สำคัญของตำรวจ แม้งานจะหนักแต่ก็เป็นภาระอันมีเกียรติ เป็นความภาคภูมิใจแก่ตนเองและวงศ์ตระกูล และการที่วันที่ 13 ตุลาคมเป็น วันตำรวจไทยก็เนื่องเพราะพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้รวมกรมตำรวจภูธรและกรมพลตระเวน (กรมตำรวจนครบาล) เป็นกรมเดียวกัน เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม
    สุดท้ายผู้เขียนขอเป็นกำลังใจต่อการทำงานของตำรวจทั่วประเทศ โดยเฉพาะตำรวจที่รับภาระอันหนักอึ้งอยู่ในชายแดนใต้และกรุงเทพมหานคร
neg3.jpg
 
ดาวน์โหลด
ปฏิทินงานสถาบัน
พบกับเราที่ Facebook
พบกับเราที่ Twitter
เว็บเครือข่าย
บลอกสันติวิธี
หนังสือฟรี
top
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี สำนักงานอธิการบดี ชั้น 2
มหาวิทยาลัยมหิดล 999 ถ.พุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170
โทรศัพท์: 0 2849 6072-5 โทรสาร: 0 2849 6075 อีเมล: pewww@mahidol.ac.th