Ortho TriCyclen-LO

arrow หน้าแรก Wednesday, 02 December 2020  
 
<---ตั้งแต่ ก.ค. 54 ศูนย์ฯสันติวิธีและศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาฯ ได้เปลี่ยนแปลงชื่อหน่วยงานเป็น "สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา(สสมส.)"แล้ว
Search this site
จุลสารสานสันติ
ลุ่มน้ำสายบุรี
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 4142682
ผู้เยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

"ไม่มีความเป็นกลางระหว่างความดีกับความชั่ว" PDF พิมพ์ ส่งเมล

"ไม่มีความเป็นกลางระหว่างความดีกับความชั่ว"
 

โดย สมชาย ปรีชาศิลปกุล

จากกรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์

วันที่ 15 ตุลาคม 2551

 

ระหว่างเดินจากห้องพักไปสู่ชั้นเรียนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญในบ่ายวันหนึ่ง ผมก็สะดุดตากับกระดาษขนาด A4 สองสามแผ่นติดประกาศเรียงกันไปบนผนังตึก ตัวหนังสือที่ถูกเขียนเน้นด้วยสีสันและขนาดใหญ่เป็นพิเศษ เพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้คนที่เดินผ่านกันไปมาในสถาบันแห่งนี้ ข้อความที่เป็นจุดเด่นของแผ่นกระดาษเขียนว่า "ไม่มีความเป็นกลางระหว่างความดีกับความชั่ว" และต่อด้วยข้อความกระตุ้นให้นักศึกษาและผู้ที่มีโอกาสอ่านได้เข้ามามีส่วนร่วมกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่กำลังคุกรุ่นอยู่ ณ ห้วงเวลาปัจจุบันนี้ ผมหยุดอ่านถ้อยคำที่ถูกเขียนไว้ทั้งหมดอย่างพินิจพิเคราะห์ ครุ่นคิด และก็มีคำถามอะไรบางอย่างที่ผุดขึ้นมาในหัวสมอง   ในเบื้องต้น จำเป็นต้องอธิบายถึงจุดยืนส่วนตัวในทางปรัชญาของผู้เขียนให้เป็นที่รับทราบ ตราบจนกระทั่งในขณะที่เขียนบทความชิ้นนี้ ผมยังมีทัศนะทางจริยศาสตร์ในแบบที่เชื่อหรือเข้าใจว่าในระหว่างความสัมพันธ์ของมนุษย์กับมนุษย์นั้นมีหลักการอะไรบางอย่างที่เป็น "ความดี" และ "ความชั่ว" ดำรงอยู่ หลักคุณค่าระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกันไม่ได้ผันแปรไปตามกาลเทศะ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ มีหลักการอะไรบางอย่าง ซึ่งควรถูกยอมรับในฐานะคุณค่าที่เป็นสากลที่มนุษย์ทุกผู้จะต้องให้การยอมรับ และเคารพในหลักการเช่นว่านี้   เพราะฉะนั้น หากพิจารณาความหมายของถ้อยคำดังกล่าว จึงไม่ได้เป็นสิ่งที่ขัดกับหลักการหรือจุดยืนในมุมมองของผมแต่ประการใด   แน่นอนว่า ในการยืนยันถึงการดำรงอยู่ของความดีและความชั่วนั้น คงไม่ได้เป็นเพียงการแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการกระทำในสองว่า มีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างไร แต่ยังหมายความไปถึงแนวทางการดำเนินชีวิต ว่า ควรเลือกกระทำในสิ่งที่ดีและหลีกเลี่ยงการกระทำในสิ่งที่ชั่ว (ส่วนจะสามารถกระทำได้ในระดับใด ก็คงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป)   ความยุ่งยากที่เกิดขึ้นในกรณีนี้ จึงไม่ได้อยู่ตรงว่าระหว่างความดีกับความชั่วมีสิ่งที่เป็นกลางได้หรือไม่ แต่หากอยู่ตรงประเด็นที่ว่าเราจะสามารถแยกแยะหรือบ่งบอกได้อย่างไรว่า สิ่งไหนกันแน่ที่ควรถูกนับว่าดีและสิ่งไหนที่ควรถูกนับว่าชั่ว   สำหรับผู้ที่ได้ตัดสินใจเลือกข้างแห่งความดีและความชั่วไปเรียบร้อยแล้ว (ไม่ว่าจะเข้ายืนอยู่กับฝ่ายใดก็ตาม) คงมีเหตุผลที่สามารถนำมาเรียกร้องอธิบายถึงการเลือกจุดยืนของตนได้อย่างมากมาย แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องไม่ลืมว่าท่ามกลางการให้เหตุผลของตนก็จะปรากฏการโต้แย้งที่เกิดขึ้นติดตามมา จนแทบจะกลายเป็นการโต้แย้งแบบสำเร็จรูปที่เห็นกันได้ อาทิเช่น   - ฝ่ายหนึ่ง การเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นมาจากการสนับสนุนของประชาชน อีกฝ่าย รัฐบาลมาจากวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย   - ฝ่ายหนึ่ง การชุมนุมเป็นไปอย่างสันติ สงบและปราศจากอาวุธ อีกฝ่าย เป็นการชุมนุมที่กระทำเกินขอบเขต   - ฝ่ายหนึ่ง เป็นพวกนอมินีของระบอบทักษิณ อีกฝ่าย เป็นพวกที่สนับสนุนการรัฐประหารและทำลายประชาธิปไตย   - ฝ่ายหนึ่ง ต้องการเสนอให้เกิดการเมืองใหม่ที่ประชาชนมีสิทธิมีเสียงขึ้น อีกฝ่าย การเมืองใหม่เป็นการเมืองที่มุ่งขยายอำนาจของอำมาตยาธิปไตย ฯลฯ   การถกเถียงในลักษณะดังกล่าวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างกลุ่มบุคคลที่แบ่งเป็นฝักฝ่ายอย่างชัดเจน ผู้ที่ยืนอยู่ในซีกของฝ่ายหนึ่ง จะมีคำอธิบายอย่างไรต่อผู้ที่คิดเห็นต่างไปจากตน จะให้เหตุผลง่ายๆ เพียงว่าอีกฝ่ายนั้นมีการศึกษาต่ำ โง่ ไม่เท่าทัน ก็อาจทำให้รู้สึกภูมิใจในความเฉลียวฉลาด หรือความสูงส่งในคุณธรรมของตนที่อยู่เหนือกว่าอีกฝ่าย   แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ฝ่ายที่อยู่ตรงกันข้ามนั้นมีจำนวนไม่น้อย และบางทีอาจเป็นจำนวนที่เป็นเสียงส่วนใหญ่ของสังคมเสียด้วย ทำไมจึงต้องเป็นแต่ฝ่ายเราที่คิดถูกเท่านั้น เราก็อาจเป็นผู้คิดผิดได้เช่นเดียวกันกับอีกฝ่ายหนึ่งมิใช่หรือ   แต่ที่สำคัญมากไปกว่านั้น ก็คือ ข้อถกเถียงที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบันอาจไม่ได้อยู่ในขอบข่ายของความดีหรือความชั่ว การสนับสนุนหรือการคัดค้านกลุ่มบุคคลใดในทางการเมืองไม่ได้เกิดขึ้นจากเหตุผลของหลักคุณค่าทางศีลธรรมแต่อย่างใด แต่หากเกิดขึ้นเพราะกลุ่มบุคคลนั้นได้ดำเนินการตอบสนองต่อความต้องการที่มีอยู่ในสังคมหรือไม่ เมื่อได้ตอบสนองหรือรู้สึกว่าเป็นที่ถูกใจจึงให้ความไว้วางใจกับบุคคลกลุ่มนั้นในทางการเมือง   การจะสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จึงไม่ใช่เรื่องของการทำบุญตักบาตรแต่อย่างใด   กระทั่งการเห็นด้วยหรือการคัดค้านต่อการรัฐประหาร ก็เป็นการโต้แย้งในปริมณฑลที่เป็นเรื่องของหลักการในระบอบการปกครอง จะสามารถบอกได้อย่างไรว่าการเห็นด้วยหรือคัดค้านเป็นสิ่งที่ขัดกับศีลธรรมหรือเป็นสิ่งที่ศาสนาได้ห้ามเอาไว้   การใช้หลักคุณค่าเช่นความดีความชั่วมาเป็นมาตรฐานวัดในทางการเมือง ในแง่หนึ่งก็มีแนวโน้มที่จะเป็นการปิดปากอีกฝ่ายหรือไม่ให้เปิดให้มีการถกเถียงเกิดขึ้น เพราะในเมื่ออีกฝ่ายเป็นพวกมารแล้ว การกระทำใดๆ ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจทั้งสิ้น ทั้งที่หากถูกจัดเป็นเรื่องในทางการเมือง ทั้งสองฝ่ายที่ขัดแย้งต่างก็อยู่ในฐานะที่เท่าเทียมกัน สามารถทำในสิ่งที่ถูกและผิดได้พอๆ กัน ดังนั้น การถกเถียง โต้แย้ง การให้เหตุผล จึงจะช่วยทำให้มองเห็นถึงความเหมาะสมหรือข้อบกพร่องในข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้น   การใช้คำอธิบายว่า "ไม่มีความเป็นกลางระหว่างความดีกับความชั่ว" ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นครั้งแรกแต่อย่างใด ได้เคยมีการนำคำนี้มาใช้ปลุกเร้าผู้คนก่อนหน้านี้ โดยผู้นำทางสังคมบางคนมาก่อนแล้ว แม้อาจทำให้เกิดความเห็นด้วยขึ้นอย่างกว้างขวาง แต่ก็อาจต้องหวนกลับมาขบคิดกันอย่างจริงจังกันว่าการอธิบายความขัดแย้งทางการเมือง อันเป็นประเด็นของหลักการในทางการปกครองด้วยแง่มุมทางศีลธรรม อาจจะเป็นเรื่องผิดฝาผิดตัวไปอย่างมากก็ได้
neg1.jpg
 
ดาวน์โหลด
ปฏิทินงานสถาบัน
พบกับเราที่ Facebook
พบกับเราที่ Twitter
เว็บเครือข่าย
บลอกสันติวิธี
หนังสือฟรี
top
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี สำนักงานอธิการบดี ชั้น 2
มหาวิทยาลัยมหิดล 999 ถ.พุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170
โทรศัพท์: 0 2849 6072-5 โทรสาร: 0 2849 6075 อีเมล: pewww@mahidol.ac.th