Ortho TriCyclen-LO

arrow หน้าแรก arrow บทความสันติวิธี arrow การสื่อสารอย่างสันติ arrow เพื่อนรับฟัง Thursday, 13 December 2018  
 
<---ตั้งแต่ ก.ค. 54 ศูนย์ฯสันติวิธีและศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาฯ ได้เปลี่ยนแปลงชื่อหน่วยงานเป็น "สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา(สสมส.)"แล้ว
Search this site
จุลสารสานสันติ
ลุ่มน้ำสายบุรี
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 3639875
ผู้เยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

เพื่อนรับฟัง PDF พิมพ์ ส่งเมล

เพื่อนรับฟัง

ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์  อาจารย์ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

ในสังคมที่แบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย  เป้าหมายสำคัญอันหนึ่งที่ทุกฝ่ายต้องการคือการมีพื้นที่สาธารณะสำหรับสื่อสารความคิดและกิจกรรมกับสังคม ยิ่งเมื่อความขัดแย้งมีความรุนแรงมากขึ้นเกินกว่าการถกเถียงทะเลาะกันด้วยเหตุผลตามปรกติธรรมดา ถึงกับต้องการเอาชนะกันให้เด็ดขาด  ความต้องการพื้นที่สาธารณะเพื่อสร้างความชอบธรรมและดึงมวลชนมาเป็นพวกหรือมาเชียร์ฝ่ายตนยิ่งมีมากขึ้น  จึงเป็นที่เข้าใจได้ถึงความพยายามในการแย่งพื้นที่สื่อ ถึงกับมีการกีดกันผู้สื่อข่าวหรือการใช้กำลังเข้าไปยุติการทำหน้าที่ของสื่อที่เห็นว่าลำเอียงไม่นำเสนอข้อมูลฝ่ายตนหรือเสนอข้อมูลบิดเบือนไม่ตรงความจริง

Image 

 

ผู้เขียนเห็นว่าพื้นที่สื่อสาธารณะสำหรับสื่อสารข้อมูลความขัดแย้งทางการเมืองทั้งในหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และวิทยุ ยังไม่เพียงพอที่จะช่วยให้เกิดการรับรู้และเรียนรู้ของคนข้ามกลุ่มได้  บางสื่อถูกประณามรุนแรงว่ายังมุ่งแต่ทำกำไรไม่สนใจปัญหาวิกฤติของบ้านเมือง  เรื่องนี้พูดแล้วยาวและแม้จะมีความคิดดีๆอย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติก็ยากที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสื่อให้เข้ามามีบทบาทหน้าที่ในสถานการณ์วิกฤติทางการเมืองได้ในเร็ววัน โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ที่มีอิทธิพลต่อมวลชนมาก  ผู้เขียนเห็นว่าเมื่อต่อว่าสื่อมวลชนพอหอมปากหอมคอแล้ว ก็ควรมาช่วยเสนอความเห็นและลงมือทำบางเรื่องบางอย่างที่พอทำได้เสียด้วยตนเอง

 

จุดตีบตันของวิกฤติการเมืองปัจจุบัน จนพูดคุยกันไม่ได้นั่นส่วนหนึ่งเพราะอคติของทั้งสองฝ่ายทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจกัน ถ้าเผชิญหน้ากันก็จะทะเลาะเอาชนะกันรุนแรง ใครเสนออะไรมาก็จะระแวง กลัวจะมีวาระซ่อนเร้นต่างๆนานา สุดท้ายก็เลยทำให้ไม่มีโอกาสได้คุยกัน ผมยังมีความหวังว่าหากมีการจัดการเพื่อช่วยให้เกิดการติดต่อสื่อสารของผู้คนฝ่ายต่างๆที่ขัดแย้งกันได้อย่างเหมาะสม จะช่วยให้คนทุกฝ่ายได้รับรู้และเข้าใจความคิดความรู้สึกของกันและกันได้มากขึ้น ถึงจะไม่อาจทำให้ความขัดแย้งยุติลงได้ในเร็ววัน แต่ก็น่าจะช่วยลดความรุนแรงของความขัดแย้งลงได้บ้าง อย่างน้อยยังเชื่อมั่นว่าผู้คนที่สื่อสารรับรู้เรื่องราวทีดีอย่างเพียงพอ จะเอาใจเขามาใส่ใจเรา จะมีสติสัมปชัญญะ ก็จะไม่ลงมือทำร้ายใครๆที่ไม่เคยรู้จัก หรือรู้จักหลีกเลี่ยงไม่ถูกทำร้ายเมื่อต้องตกอยู่ในสถานการณ์ความรุนแรงได้

 

ผมเสนอสองประเด็น ประเด็นแรกในส่วนของสื่อ ขอให้สื่อทุกสมาคมทุกชมรมผนึกกำลังกันเป็นเจ้าภาพจัดสานเสวนา เป็นเวทีต่อเนื่องบ่อยๆจนครบ ๓ เดือนหรือจนกว่าวิกฤติจะผ่อนคลาย ค่อยๆตั้งประเด็นง่ายๆพอคุยกันได้มาคุยก่อนแล้วก็เปลี่ยนประเด็นไปเรื่อย อาศัยความร่วมมือกับสถาบันวิชาการด้านสันติวิธีทุกสถาบันให้มาคิดร่วมกัน เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมาเสนอความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมกัน เหมือนกับที่เคยมีการจัดสานเสวนาสมัชชาคนจนกับฝ่ายรัฐบาลถ่ายทอดโทรทัศน์ที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อไม่นานมานี้   แล้วจัดเวลาถ่ายทอดทั้งทางวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ โดยเฉพาะโทรทัศน์อย่างน้อยวันละชั่วโมงเป็นทีวีพูลต่อเนื่องกันไป ประกาศให้สังคมรับรู้กำหนดการทั่วกัน จัดแล้วก็สำรวจความคิดเห็นประชาชน ให้เสียงประชาชนส่วนใหญ่ตัดสินกำหนดทิศทางออกของความขัดแย้ง เชื่อว่าวิธีนี้จะช่วยสังคมจัดการความขัดแย้งด้วยปัญหาได้ไม่มากก็น้อย ที่เสนอให้สื่อมวลชนมีบทบาทตรงนี้เพราะขณะนี้มีโครงการจัดสานเสวนาจำนวนมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพียงการพูดคุยกันเองในวงเล็กๆซึ่งไม่มีพลังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกับวิกฤติปัญหาในปัจจุบัน  และยิ่งกรณีไม่มีการสื่อสารอย่างครบถ้วนรอบด้าน บางเวทีอาจเพิ่มความไม่เข้าใจมากขึ้นไปอีก 


ในส่วนประชาสังคม  ขณะนี้มีหลายรูปแบบซึ่งกลุ่มคนเล็กคนน้อยที่รักสันติวิธีทั้งหลายพยายามเสนอและจัดกิจกรรมพื่อช่วยลดความรุนแรง เช่นการสร้างพื้นที่สันติ การทำตัววิ่งเตือนให้ใช้สติแก้ปัญหา ใช้ปัญญาลดอคติ  กระบวนการสื่อสารแบบ เพื่อนรับฟังซึ่งศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล และเพื่อนๆกลุ่มคนผู้รักสันติได้ร่วมกันพัฒนาขึ้นมาก็เป็นอีกโครงการหนึ่ง ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อรับฟังกลุ่มคนที่กำลังมีความขัดแย้งทางการเมืองทุกกลุ่ม เช่นกลุ่มพันธมิตรฯ กลุ่ม นปก. กลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจ  และพยายามสื่อสารสร้างความเข้าใจระหว่างคนกลุ่มต่างๆ ไปสู่สาธารณะชนเพื่อการรับรู้ในวงกว้าง

 

โดยธรรมชาติของบุคคลที่รวมตัวกัน ย่อมมีองค์ประกอบของบุคคลอยู่หลายระดับ เช่นระดับแกนนำขับเคลื่อนความคิดบนเวที ระดับปฏิบัติการ ผู้เข้าร่วมชุมนุม และผู้สนับสนุนอยู่ห่างๆ  กระบวนการ เพื่อนรับฟัง นี้จะไปรับฟังในสิ่งที่เขาอยากจะสะท้อนให้สาธารณะชนได้รับรู้ ไม่ว่าจะเป็นความคิด ความเชื่อ หรืออารมณ์ความรู้สึกส่วนลึกที่อยากเห็นสังคมและการเมืองเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี  และนำไปสื่อสารกับสังคมในช่องทางต่างๆเช่นทางวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และเวปไซต์ทั้งหลายเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ทั่วถึง

 

เพื่อนรับฟัง จึงเป็นกระบวนการสานเสวนาทางไกลผ่านตัวกลางเพื่อนอาสาสมัคร และยังเป็นกระบวนการยกระดับความรู้ความเข้าใจของสังคมไปพร้อมๆกับกระบวนการแก้ปัญหาความขัดแย้ง   เพื่อนรับฟัง จึงไม่เป็นอันตรายกับฝ่ายใด  ไม่ได้ทำให้เรตติ้งของฝ่ายใดลดลงแน่นอน  เพราะเป็นการส่งอาสาสมัครซึ่งเป็นเพื่อนของทุกฝ่าย ไปรับฟังสิ่งดีๆมาเล่าสู่กันฟัง สิ่งไม่ดีก็รับฟังได้ครับ รับฟังทุกข์ของเพื่อน แต่อาจจะต้องขออนุญาตกลั่นกรองให้รอบคอบเสียก่อนว่าจะนำเสนอหรือไม่อย่างไรเพื่อไม่ไปเพิ่มความขัดแย้งให้ร้อนแรงยิ่งขึ้นไปอีก  ผู้ที่สนใจเป็นอาสาสมัคร ติดต่อได้ที่คุณใจสิริ วรธรรมเนียม ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ๐๒-๘๔๙๖๐๗๒-๕ โดยจะมีการจัดอบรมอาสาสมัครให้เข้าใจเป้าหมายและวิธีการ รวมทั้งทักษะการรับฟังเพื่อสร้างความเข้าใจ ก่อนจะไปรับฟังกลุ่มต่างๆ หลังจากนั้นอาสาสมัครจึงจะสื่อสารสิ่งที่ได้รับฟังมาสู่สาธารรณะชนครับ

 

neg3.jpg
 
ดาวน์โหลด
ปฏิทินงานสถาบัน
พบกับเราที่ Facebook
พบกับเราที่ Twitter
เว็บเครือข่าย
บลอกสันติวิธี
หนังสือฟรี
top
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี สำนักงานอธิการบดี ชั้น 2
มหาวิทยาลัยมหิดล 999 ถ.พุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170
โทรศัพท์: 0 2849 6072-5 โทรสาร: 0 2849 6075 อีเมล: pewww@mahidol.ac.th