Ortho TriCyclen-LO

arrow หน้าแรก Wednesday, 02 December 2020  
 
<---ตั้งแต่ ก.ค. 54 ศูนย์ฯสันติวิธีและศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาฯ ได้เปลี่ยนแปลงชื่อหน่วยงานเป็น "สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา(สสมส.)"แล้ว
Search this site
จุลสารสานสันติ
ลุ่มน้ำสายบุรี
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 4142436
ผู้เยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สันติวิธีของพันธมิตรฯ กับ 3 คำถามที่นักสันติวิธีต้องตอบ PDF พิมพ์ ส่งเมล

สันติวิธีของพันธมิตรฯ กับ 3 คำถามที่นักสันติวิธีต้องตอบ

Image

ชาญชัย ชัยสุขโกศล
อาจารย์ประจำหลักสูตรสันติภาพและสันติวิธีศึกษา
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

คำถามที่1: เราสามารถเรียกการประท้วงหรือขบวนการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่าเป็นสันติวิธีได้หรือไม่?

คำถามที่ 2: เราจะวางท่าทีอย่างไรหากขบวนการเคลื่อนไหวโดยใช้สันติวิธี ที่มีหน่วยพร้อมใช้ความรุนแรงเป็นส่วนหนึ่งอยู่ด้วย หรือเป็นขบวนการที่บางครั้งใช้สันติวิธี บางคราวใช้ความรุนแรง?

คำถามที่ 3: เราจะมีท่าทีอย่างไรกับขบวนการเคลื่อนไหวที่มิได้ใช้ความรุนแรงทางกายภาพ แต่ใช้ความรุนแรงแบบอื่น เช่น ความรุนแรงทางคำพูด เป็นต้น?

จากเหตุการณ์บ้านเมืองนี้ในช่วงที่ผ่านมา 2-3 ปี โดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อเช้าวันที่ 26 สิงหาคม เหตุการณ์การปะทะกันระหว่างพันธมิตรฯกับกลุ่มนปก. เมื่อคืนวันที่ 1 ต่อ 2 กันยายน และเหตุการณ์สลดล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 คำถามข้างต้นเป็นคำถามที่ผู้ที่สนใจสันติวิธีจำเป็นต้องช่วยกันคิดและร่วมกันถกเถียงทำความเข้าใจ เพราะต่อไป สังคมไทยคงต้องเผชิญคำถามทำนองนี้อีกมาก  บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อชวนคุยในประเด็นดังกล่าว

 Image

***************************** หนึ่ง ******************************

 

ก่อนจะคุยกันต่อไปเพื่อตอบคำถาม 3 ข้อข้างต้น มีพื้นฐานทฤษฎีสันติวิธีที่ต้องทำความเข้าใจกันก่อน คือ สันติวิธี เป็นคำซึ่งรวบรวมการเผชิญหน้ากับความขัดแย้งหลายรูปแบบ แนวคิดของขบวนการสันติวิธีก็มีหลายชนิด (ดังที่ อ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เคยกล่าวไว้แล้ว) แต่จุดยืนของผู้ใช้สันติวิธีนั้น อาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ

(1) สันติวิธีบนฐานหลักการ (principled nonviolence) ผู้ใช้สันติวิธีประเภทนี้จะยึดมั่นอยู่บนฐานของหลักศีลธรรม มนุษยธรรม หรือความเชื่อทางศาสนาว่า การกระทำความรุนแรงทุกชนิดเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะเราทุกคนคือมนุษย์เหมือนๆกัน ดังนั้น จะไม่มีคำพูดแห่งความเกลียดชังหรือดูถูกเหยียดหยาม ออกมาจากผู้ใช้สันติวิธีประเภทนี้ ตัวอย่างอมตะของผู้ใช้สันติวิธีประเภทนี้คือ มหาตมะคานธี นี่เป็นเหตุให้เมื่อคนพูดถึงสันติวิธี ก็มักจะถึงว่าเป็นอย่างเดียวกับแนวคิดอหิงสาของเขา

(2) สันติวิธีเชิงปฏิบัตินิยม (pragmatist nonviolence) ผู้ใช้สันติวิธีประเภทนี้ ในใจของตนอาจไม่มีความเชื่อใดๆเลยว่าการใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งผิด และไม่เชื่ออะไรในเรื่องความดีงามของมนุษย์เลยก็เป็นได้ แต่ที่ตนไม่ใช้ความรุนแรงในการเผชิญหน้ากับความขัดแย้ง ก็ด้วยเหตุผลด้านประสิทธิภาพเท่านั้น กล่าวคือ เห็นว่าการใช้สันติวิธีในการเผชิญความขัดแย้งนั้น มีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้ความรุนแรง เพราะเมื่อใดก็ตามที่เริ่มใช้ความรุนแรง เมื่อนั้นความชอบธรรมของขบวนการสันติวิธีก็จะหดหายไปทันที 

นักคิดคนสำคัญของสันติวิธีแนวปฏิบัตินิยม คือ ยีน ชาร์ป ซึ่งหนังสือของเขาเคยแปลเป็นภาษาไทยไว้แล้วตั้งแต่ปี 2529 ชื่อ อำนาจและยุทธวิธีไร้ความรุนแรง  และเขาได้รวบรวมวิธีการของปฏิบัติการไร้ความรุนแรงทั่วโลกไว้ได้ถึง 198 วิธี 

อันที่จริงแล้ว ชาร์ปเรียกสันติวิธีประเภทนี้ว่า ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง (nonviolent action) ซึ่งย้ำอีกครั้งว่า เป็นคนละอย่างกับ อหิงสา ของคานธี เพราะผู้ใช้อหิงสานั้น จะต้องมีความหนักแน่นและความรักในจิตใจอย่างมาก ถึงขนาดสามารถรักได้แม้ศัตรู และสามารถยอมสละตนเพื่อรับความทุกข์จากการทำร้ายของอีกฝ่ายได้ โดยไม่ยอมให้ตนเป็นผู้กระทำความรุนแรงต่อฝ่ายตรงข้าม ทั้งนี้ด้วยหวังว่าความเจ็บปวดของตนจะช่วยปลุกความเป็นมนุษย์ของผู้ใช้ความรุนแรงได้ และหาทางออกจากความขัดแย้งได้อย่างสร้างสรรค์ร่วมกัน

ควรกล่าวไว้เล็กน้อยว่าการเรียกสันติวิธีประเภทที่สองนี้ว่า สันติวิธีเชิงปฏิบัตินิยม นั้น ไม่ได้เป็นเพราะมีข้อรังเกียจเรื่องการเลือกปฏิบัติหรือเรื่องอื่นๆแต่อย่างใด แต่เรียกเพราะสันติวิธีชนิดนี้ตั้งอยู่บนฐานที่ว่าต้องปฏิบัติการได้จริง คาดการณ์ได้ และเห็นผล ผู้ใช้จึงจะตัดสินใจใช้มัน  ข้อดีของสันติวิธีเชิงปฏิบัตินิยมหรือปฏิบัติการไร้ความรุนแรง คือ การไม่มีความรุนแรงทางกายภาพเกิดขึ้น

นอกจากนี้ สำหรับการเมืองไทยที่ผ่านความรุนแรงนองเลือดมามากมายนั้น ตรรกะเรื่องประสิทธิภาพของ สันติวิธีเชิงปฏิบัตินิยม หรือ ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง นั้น ปัจจุบันไม่ได้กำกับขบวนการสันติวิธีเพียงฝ่ายเดียว แต่ใครก็ตามที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาล ก็ต้องระวังท่าที ไม่ยอมให้ตนเพลี่ยงพล้ำพลาดท่าไปใช้ความรุนแรง แล้วในที่สุด ก็จะสูญเสียความชอบธรรมในการบริหารประเทศไปได้ง่ายๆเหมือนในอดีต  

บนฐานของสันติวิธี 2 ประเภทดังกล่าวข้างต้น คำถามข้อแรก จึงสามารถตอบได้ว่า ขบวนการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ผ่านมานั้น อาจเรียกได้ว่าเป็น สันติวิธี ดังที่แกนนำพันธมิตรฯประกาศมาตั้งแต่แรก แต่เป็น สันติวิธีเชิงปฏิบัตินิยม หรือถ้าให้ชัดเจน ต้องเรียกว่าเป็น ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง เพราะสันติวิธีของพันธมิตรฯวางอยู่บนจุดยืนด้านประสิทธิภาพและการคาดการณ์ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากปฏิบัติการแต่ละครั้ง (ดังที่มีการวิเคราะห์กันอย่างล้นหลามเกี่ยวกับการเมืองเรื่องอำนาจ ขุมกำลัง ยุทธศาสตร์และยุทธวิธี ในช่วงที่ผ่านมา) และเพราะสันติวิธีของพันธมิตรฯไม่ได้มีท่วงทำนองและถ้อยคำแห่งการที่สามารถรักได้แม้ศัตรูหรือการยอมเป็นผู้รับความทุกข์ทนเองแต่อย่างใด

                                Image

***************************** สอง ******************************

 

คำถามที่สอง คือ ถ้าปฏิบัติการที่ผ่านมาของพันธมิตรฯเป็น ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง จริง แล้วเราจะมีท่าทีอย่างไรกับการบุกเอ็นบีทีเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม เหตุการณ์ปะทะกันในคืนวันที่ 1 ต่อ 2 กันยายน จนผู้ร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปก. เสียชีวิตไปหนึ่งคน และเหตุการณ์สลายการชุมนุมหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ที่ตามมาด้วยการโต้ตอบจากฝ่ายผู้ชุมนุม ทั้งการใช้ปลายแหลมด้ามธงแทงตำรวจและการขับรถทับตำรวจ?

คำตอบหนึ่งอาจมาจากเจ้าของทฤษฎีอย่างยีน ชาร์ป โดยพิจารณาเรื่องพลวัตของปฏิบัติการไร้ความรุนแรง (ทั้งนี้ อาจฟังดูเหมือนเลือดเย็นไร้ศีลธรรมเล็กน้อย แต่นั่นก็เพราะเรากำลังวิเคราะห์กันบนตรรกะเรื่องประสิทธิภาพของสันติวิธีเชิงปฏิบัตินิยม มิได้อยู่จุดยืนทางศีลธรรมของสันติวิธีบนฐานหลักการ) 

ชาร์ปตระหนักอยู่เสมอว่า ในสถานการณ์จริงนั้น เป็นไปได้อย่างมากที่ผู้ใช้ปฏิบัติการไร้ความรุนแรงจะต้องเผชิญกับมาตรการนานาชนิดทั้งการกดดันทางจิตวิทยา การปล่อยข่าวลือ การทำให้ขบวนการแตกกันเอง การดิสเครดิต การใช้มือที่สาม รวมทั้งการใช้กำลังทหารตำรวจเข้ากดปราบ นอกจากนี้ อาจมีผู้ร่วมชุมนุมบางส่วนที่อยากจะหันไปใช้ความรุนแรงโต้ตอบ หรือ (สำหรับผมเอง นี้รวมไปถึง) กระทั่งชิงลงมือก่อนก็เป็นได้

แต่ชาร์ปเตือนว่าผู้ใช้ปฏิบัติการไร้ความรุนแรงนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยึดมั่นรักษา วินัยไร้ความรุนแรง เอาไว้ให้ได้ แม้จะเผชิญกับการกระทำอันโหดร้ายเพียงใดก็ตาม เพราะถ้าขบวนการฯสามารถรักษาวินัยไร้ความรุนแรงไว้ได้ ไม่ใช้ความรุนแรงตอบโต้แล้ว ผลจากการกระทำความรุนแรงนั้นก็จะย้อนกลับไปทำร้ายตัวผู้กระทำเอง ทำให้ผู้กระทำความรุนแรงสูญเสียความชอบธรรมอย่างรวดเร็ว และฝ่ายผู้ใช้ปฏิบัติการไร้ความรุนแรงก็จะได้รับความชอบธรรมและความเห็นใจเพิ่มขึ้นสูง แต่หากขบวนการฯหันไปใช้ความรุนแรงตอบโต้แล้ว ผลสุดท้าย ความรุนแรงนั้นจะย้อนกลับมาบั่นทอนอำนาจและความชอบธรรมของฝ่ายขบวนการสันติวิธีเองด้วยเช่นกัน 

ความชอบธรรมที่ลดลงของพันธมิตรฯที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ต่างๆดังกล่าว เป็นประจักษ์พยานชัดเจนของกระบวนการดังกล่าวนี้

อย่างไรก็ตาม นัยยะในคำเตือนนี้ของชาร์ป คือ เป็นไปได้เหมือนกันที่ขบวนการซึ่งแต่เดิมตั้งใจจะใช้สันติวิธี แล้วหันมาใช้ความรุนแรง  นี้จึงมาสู่คำถามข้างต้นว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้แล้ว เราจะทำอย่างไรกับขบวนการนั้น?  คำตอบประการหนึ่ง คือ เราจำเป็นต้องช่วยกันสนับสนุนให้กำลังใจ ตักเตือน เรียกร้อง กดดัน หรือกระทั่งประณาม (ทั้งนี้แล้วแต่จุดยืนและความสัมพันธ์ของแต่ละคนต่อขบวนการฯ) ให้ขบวนการนั้นกลับเข้ามาสู่แนวทางของปฏิบัติการไร้ความรุนแรง ซึ่งเชื่อว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า  

ช่วงที่ผ่านมา หลายๆฝ่ายในสังคมไทยก็ได้ออกมากระทำการทำนองนี้ต่อพันธมิตรฯแล้วเช่นกัน  และนี่คือส่วนหนึ่งของน้ำยาสันติวิธีของสังคมไทยที่ทุกฝ่าย ทั้งอาจโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ได้พยายามอย่างยิ่งในการช่วยกันกำกับให้ความขัดแย้งที่ร้อนแรงนั้น ให้อย่างน้อยที่สุดต้องไม่มีความรุนแรงทางกายภาพ

 

Image 

***************************** สาม ******************************

 

ก่อนถึงคำถามที่สาม มีคำถามแทรกประการหนึ่ง คือ แล้วเราจะมีท่าทีอย่างไรหากขบวนการเคลื่อนไหวไร้ความรุนแรงนั้น ไม่ลงมือเป็นผู้ใช้ความรุนแรง แต่วางเงื่อนไขให้ตกเป็นเหยื่อการใช้ความรุนแรงจากอีกฝ่ายหนึ่ง?  ประเด็นนี้ เป็นเรื่องอ่อนไหว จำเป็นต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง

ประการแรกสุดที่ต้องย้ำไว้ก่อน คือ กรณีเช่นนี้แตกต่างจากกรณีการรณรงค์ภาษีเกลืออันโด่งดังของคานธี ที่ประกาศจะพาผู้ร่วมชุมนุมบุกยึดโรงผลิตเกลือ ทั้งที่รู้ว่าจะต้องถูกตำรวจทำร้ายรุนแรง และตำรวจทำเช่นนั้นจริงๆ  ที่ว่าแตกต่างกันเพราะ ขบวนการของคานธีเป็นขบวนการอหิงสา กล่าวคือ ผู้เข้าร่วมชุมนุมครั้งนั้นรู้แน่ชัดว่าจะต้องถูกทำร้าย แต่ก็มีการเตรียมตัวกันมาอย่างดี มีการจัดรูปขบวนแถวหน้ากระดาน ค่อยๆเดินทีละก้าวเข้าหาตำรวจที่ยืนเฝ้าประตูโรงผลิตเกลือ เพื่อให้ตีโดยไม่ปัดป้องใดๆ และเตรียมตัวกันดีถึงขนาดมีหน่วยแบกหามผู้ที่ถูกตีล้มลงออกไปให้หน่วยปฐมพยาบาลรักษา และให้ผู้ร่วมชุมนุมแถวถัดไปเดินเข้าหาตำรวจต่อได้ ด้วยจิตใจที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก ว่าไม่โกรธ เกลียด หรือกลัวตำรวจ แต่ต้องการจะยึดโรงผลิตเกลือให้ได้เท่านั้น

ส่วนกรณีของขบวนการเคลื่อนไหวไร้ความรุนแรงนั้น แตกต่างกัน ดังที่กล่าวไว้แล้วว่าไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานศีลธรรมหรือความรักแบบขบวนการอหิงสาของคานธี แต่อยู่บนหลักเรื่องประสิทธิภาพของปฏิบัติการไร้ความรุนแรง ที่เหนือกว่าวิธีการใช้ความรุนแรง 

สำหรับคำตอบต่อคำถามข้างต้นนั้น แยกตอบได้เป็น 2 กรณี กรณีแรก คือ กรณีที่มีความตั้งใจให้ฝ่ายตนถูกกระทำความรุนแรง (ซึ่งผมได้แต่หวังไว้ว่าคงไม่เป็นเช่นนั้น) กรณีนี้ ชาร์ปก็กล่าวย้ำไว้ในหัวข้อพลวัตของปฏิบัติการไร้ความรุนแรงเช่นกัน ว่า นักปฏิบัติการไร้ความรุนแรงไม่ควรยั่วยุให้เกิดการกระทำอันป่าเถื่อน...[แต่ควร] เลือกปฏิบัติการที่จะบรรเทาลดทอนขอบเขตและความเข้มข้นของการปราบปราม โดยไม่ทำให้การแข็งข้อของฝ่ายตนอ่อนแอลง (ชาร์ป, 2529: 203)  ชาร์ปใช้คำว่า ไม่ควร แต่อันที่จริง แต่อันที่จริง ผมเห็นว่าต้องกล่าวว่า ขบวนการฯ ต้องไม่ ยั่วยุให้เกิดการกระทำอันป่าเถื่อนต่อฝ่ายตน มากกว่า

กรณีที่สอง คือ กรณีที่ขบวนการฯอาจจำเป็นต้องพาผู้ร่วมชุมนุมเข้าไปอยู่ในภาวะล่อแหลมอันตรายสุ่มเสี่ยงต่อการถูกทำร้ายมากขึ้น ด้วยเหตุผลในการกระตุ้นเร้าหรือปลุกใจให้มีผู้เข้าร่วมมากขึ้นหรือได้รับความเห็นใจมากขึ้น ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็จำเป็นต้องย้อนกลับมาพิจารณากันถึงวิธีการที่ผ่านมาของขบวนการฯ ว่า มีข้อผิดพลาดอะไรหรือไม่ที่ทำให้การเคลื่อนไหวที่ผ่านไม่เกิดประสิทธิผล จนต้องพาผู้ร่วมชุมนุมเข้าไปอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงมากขึ้นเช่นนี้? ตัวอย่างเช่น อาจประณามกลุ่มอื่นๆที่ไม่เห็นด้วยกับขบวนการฯมากเกินไปหรือไม่ กลายเป็นสลายพลังกลุ่มต่อต้านรัฐบาลด้วยกันเอง  ทั้งนี้เพราะปฏิบัติการไร้ความรุนแรงนั้น จะโค่นรัฐบาลได้ ก็ต่อเมื่อสังคมทั้งสังคมร่วมกันอย่างล้นหลามในการเพิกถอนการให้ความร่วมมือต่อรัฐบาลหรือหยุดงานทุกชนิดทุกภาคส่วนอย่างพร้อมเพรียงกัน เมื่อนั้น รัฐบาลก็ไม่อาจบริหารประเทศต่อไปได้ และจำต้องลงจากอำนาจเพียงสถานเดียว

 


***************************** สี่ ******************************

 

สำหรับคำถามสุดท้ายเรื่องความรุนแรงทางคำพูดนั้น ชาร์ปไม่ได้กล่าวถึงไว้ตรงๆแต่อย่างใด แต่หากวิเคราะห์ด้วยฐานตรรกะเรื่องประสิทธิภาพตามหลักยึดของปฏิบัติการไร้ความรุนแรงไปให้สุดทางแล้ว จะทำให้เราเห็นอะไรบางอย่างที่น่าสนใจมากขึ้น

คำถามคือ นอกเหนือจากเหตุผลด้านบุคลิกส่วนตัวของผู้นำขบวนการฯแล้ว เหตุใดขบวนการปฏิบัติการไร้ความรุนแรง จึงยังคงใช้ถ้อยคำแห่งความรุนแรง ความโกรธแค้น และความเกลียดชังได้ ทั้งที่รู้กันอยู่ว่าจะทำให้ประสิทธิภาพและความชอบธรรมในปฏิบัติการของตนอาจลดลง เพราะหลายคนอาจไม่เห็นด้วยและไม่เข้าร่วม?

คำตอบน่าจะอยู่ในวัฒนธรรมและวิธีคิดของสังคมไทย กล่าวคือ เพราะผู้นำของขบวนการฯนั้น น่าจะคิดคำนวณแล้วว่า ด้วยการใช้ถ้อยคำที่ก้าวร้าวรุนแรงบนฐานของการอ้างอิงอุดมการณ์บางชนิด (เช่น ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นต้น) เพื่อโจมตี หรือลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของฝ่ายตรงข้ามลงนั้น จะสามารถกระตุ้นเร้าให้มีจำนวนกลุ่มผู้เข้าร่วมกับขบวนการฯได้มากกว่าจำนวนกลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยและไม่เข้าร่วม (ซึ่งจำนวนหนึ่งน่าจะยึดมั่นในสันติวิธีบนฐานหลักการ และกังขาต่อสันติวิธีเชิงปฏิบัตินิยมของขบวนการฯ) โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยมีสัดส่วนเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับกลุ่มคนที่เห็นด้วย 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เหตุที่ความรุนแรงทางคำพูดหรือถ้อยคำแห่งความเกลียดชังสามารถดำรงอยู่ได้ในขบวนการปฏิบัติการไร้ความรุนแรง ก็เพราะผู้คนจำนวนมาก (ซึ่งส่วนใหญ่คือผู้เข้าร่วมขบวนการฯ) นั้นรู้สึกยอมรับได้ รู้สึกเป็นเรื่องถูกต้องแล้ว กระทั่งบางครั้งยังสนับสนุนอย่างแข็งขันอีกด้วยที่จะต้องยึดมั่นในสิ่งหวงแหนเป็นที่เคารพบูชาอันสูงสุดของไทยเอาไว้ แม้บางครั้งอาจจะต้องทำลายชีวิตของอีกฝ่ายหนึ่งลงไปก็ตาม

นอกจากนี้ ความรู้สึกยึดมั่นเทิดทูนในอุดมการณ์ดังกล่าว รวมทั้งอารมณ์ของผู้ร่วมชุมนุมในบางสถานการณ์ (ตัวอย่างเช่นหลังจากถูกทำร้าย หรือสลายชุมนุมนั้น) ในทางกลับกัน ก็ดูเหมือนจะไม่อนุญาต หรือไม่มีที่ทางให้แกนนำสามารถกล่าวถ้อยคำแห่งความรัก ความเห็นอกเห็นใจ ต่อฝ่ายตรงข้ามได้เช่นกัน

ในแง่นี้ สำหรับผู้ที่ยึดมั่นสันติวิธีบนฐานหลักการแล้ว สิ่งที่จะต้องต่อสู้ด้วยจึงไม่ใช่เพียงเรื่องการใช้ถ้อยคำรุนแรงของผู้นำขบวนการฯเท่านั้น แต่เป็นอารมณ์ของสังคมและความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมที่แฝงฝังอยู่ในสังคมไทย ซึ่งยอมอนุญาตให้มีคำพูดหรือท่าทีแห่งความเกลียดชังและการลดทอนความเป็นมนุษย์ของคนอื่น เกิดขึ้นและกล่าวซ้ำๆอยู่อย่างเปิดเผยและเต็มภาคภูมิได้ในพื้นที่ทางการเมืองของสังคมไทย

 

***********************************************************

 

วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2551; 21:11 น.

neg5.jpg
 
ดาวน์โหลด
ปฏิทินงานสถาบัน
พบกับเราที่ Facebook
พบกับเราที่ Twitter
เว็บเครือข่าย
บลอกสันติวิธี
หนังสือฟรี
top
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี สำนักงานอธิการบดี ชั้น 2
มหาวิทยาลัยมหิดล 999 ถ.พุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170
โทรศัพท์: 0 2849 6072-5 โทรสาร: 0 2849 6075 อีเมล: pewww@mahidol.ac.th