Ortho TriCyclen-LO

arrow หน้าแรก Wednesday, 02 December 2020  
 
<---ตั้งแต่ ก.ค. 54 ศูนย์ฯสันติวิธีและศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาฯ ได้เปลี่ยนแปลงชื่อหน่วยงานเป็น "สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา(สสมส.)"แล้ว
Search this site
จุลสารสานสันติ
ลุ่มน้ำสายบุรี
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 4142544
ผู้เยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

อำนาจบริหารที่เอื้อต่อการแปลงเปลี่ยนวิกฤต PDF พิมพ์ ส่งเมล
ดัชนี บทความ
อำนาจบริหารที่เอื้อต่อการแปลงเปลี่ยนวิกฤต
หน้า 2

อำนาจบริหารที่เอื้อต่อการแปลงเปลี่ยนวิกฤต

                        โคทม  อารียา

 

          เรามักพูดกันว่า  ต้องแปลงวิกฤตเป็นโอกาส  ชาวจีนคงคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน  เพราะเขานำตัวอักษรที่แปลว่าอันตรายกับตัวอักษรที่แปลว่าโอกาสมารวมกันเป็น ตัวอักษรใหม่ที่แปลว่าวิกฤต  หมายความว่าในวิกฤตมีทั้งอันตรายที่ต้องหลีกเลี่ยงและโอกาสที่ต้องแสวงหา  แต่ในวิกฤตที่ซับซ้อน  มีความคิดความเชื่อต่างกันอย่างรุนแรง  มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก  วิกฤตเช่นนี้มักมีอันตรายแฝงอยู่มาก  หมายความว่าอาจเกิดความรุนแรงและความสูญเสียสูง  เพราะเมื่อมาถึงจุดหนึ่งที่ “พูดกันไม่รู้เรื่อง”  คนจะขาดความอดทน  อยากหาหนทางที่เด็ดขาด  รู้แพ้รู้ชนะกันไปข้าง  และอาจคิดไปว่าถ้าใช้ความรุนแรงตอบโต้ในจังหวะเวลาที่ถูกกระทำก่อน  ป่านนี้ก็ชนะไปแล้ว 

 Image        

          สังคมไทยอยู่ในวิกฤตที่ซับซ้อนดังกล่าว  แต่คนจำนวนมากได้เรียนรู้จากบทเรียนในอดีตว่า  สังคมไม่ชอบการใช้ความรุนแรง  และจะประณามผู้ที่ใช้ความรุนแรงก่อน  จริงอยู่  ผู้ใช้ความรุนแรงจะอธิบายเหตุผลความจำเป็น  เช่นเป็นการป้องกันตนเอง  เป็นการตอบโต้การยั่วยุ  เป็นการระงับความรุนแรงที่ร้ายแรงกว่า เป็นการรักษาระเบียบสังคมหรือกฎหมาย ฯลฯ อย่างไรก็ดี  ในยุคที่ยากต่อการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารหรือการควบคุมสื่อมวลชนเช่นนี้  การใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุย่อมแก้ต่างได้ยากและถูกปฏิเสธในที่สุด  นับว่าสังคมไทยมีความเป็นอารยะมากขึ้นในแง่นี้

          เมื่อสันนิษฐานว่าสังคมไทยปฏิเสธฝ่ายที่ใช้ความรุนแรง   ทุกฝ่ายในความขัดแย้งจึงบอกว่าฝ่ายตนใช้สันติวิธี  แม้เมื่อใช้วิธีการกดดัน  ทั้งฝ่ายพันธมิตรฯ และ นปช. ต่างก็บอกว่าใช้สันติวิธี  อย่างไรก็ดีสันติวิธีมีระดับขั้นที่ต่างกันออกไป 

          มหาตมะคานธีใช้หลักอหิงสาหรือสันติวิธีบนพื้นฐานหลักการ  แม้จะใช้วิธีการกดดันแต่ก็ใช้อย่างสันติทั้งกาย วาจา ใจ  แม้ถูกทำร้ายก็ไม่ใช้ความรุนแรงตอบโต้  จะฝ่าฝืนเฉพาะกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมและเมื่อฝ่าฝืนแล้วก็ยอมให้จับกุมโดยดุษฎี  สันติวิธีที่ใช้ในสังคมไทยในขณะนี้มักยึดหลักปฏิบัตินิยม  คือใช้สันติวิธีเมื่อเห็นว่าได้ผลดีกว่าใช้ความรุนแรง  แต่ไม่เน้นการสำรวมกาย วาจา ใจ จึงต่างกับการใช้หลักอหิงสธรรมดังกล่าวข้างต้น 

           เราสามารถวิเคราะห์วิกฤตการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นได้ในหลายแง่มุม  ในที่นี้จะขอนำเสนอแง่มุมหนึ่งว่า  มูลเหตุความขัดแย้งคือความชอบธรรมในการใช้อำนาจ  ฝ่ายแรกเชื่อว่าอำนาจที่นำไปใช้อย่างผิดทำนองคลองธรรม  ทำให้ผู้ใช้อำนาจเช่นนั้นต้องพ้นจากตำแหน่งไปและถ้าไม่ยอมแต่โดยดีก็ต้องถูกกดดันให้ออกไป  ฝ่ายที่สองเห็นว่าการกล่าวโทษว่าใครทำผิดทำนองคลองธรรมนั้น  เป็นเพียงการกล่าวอ้างขึ้น  แต่จะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ก็ต้องมีกลไกหรือกติกาพิสูจน์ทราบ  ในระยะต้นของความขัดแย้ง 



neg4.jpg
 
ดาวน์โหลด
ปฏิทินงานสถาบัน
พบกับเราที่ Facebook
พบกับเราที่ Twitter
เว็บเครือข่าย
บลอกสันติวิธี
หนังสือฟรี
top
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี สำนักงานอธิการบดี ชั้น 2
มหาวิทยาลัยมหิดล 999 ถ.พุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170
โทรศัพท์: 0 2849 6072-5 โทรสาร: 0 2849 6075 อีเมล: pewww@mahidol.ac.th