Ortho TriCyclen-LO

arrow หน้าแรก Wednesday, 02 December 2020  
 
<---ตั้งแต่ ก.ค. 54 ศูนย์ฯสันติวิธีและศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาฯ ได้เปลี่ยนแปลงชื่อหน่วยงานเป็น "สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา(สสมส.)"แล้ว
Search this site
จุลสารสานสันติ
ลุ่มน้ำสายบุรี
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 4142555
ผู้เยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สื่อในสถานการณ์ความขัดแย้ง PDF พิมพ์ ส่งเมล

สื่อในสถานการณ์ความขัดแย้ง

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11209 มติชนรายวัน

Image


สื่อ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขความขัดแย้ง เช่นที่เราเผชิญอยู่เวลานี้ น่าเสียดายที่สื่อไทยไม่ได้ทำ ร้ายไปกว่านั้น ยังช่วยทำให้ความขัดแย้งดำรงอยู่อย่างสืบเนื่อง และรุนแรงมากขึ้นไปเรื่อยๆ

ข่าว ของโทรทัศน์สาธารณะไทยในวันหนึ่งรายงานว่า ชาวเชียงใหม่ที่เดินทางไปร่วมรายการ "ความจริงวันนี้" ในกรุงเทพฯ ได้รับค่าจ้างเป็นเงินหลายพันบาทต่อคน แหล่งข่าวของรายงานนี้คือ นักการเมืองท้องถิ่นคนหนึ่งซึ่งไม่ประสงค์จะออกนาม

นี่เป็นข่าวที่ รายงานข้อเท็จจริง การตรวจสอบจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ทางโทรทัศน์ไทยได้ตรวจสอบข้อมูลนี้อย่างไร จึงกล้านำออกอากาศ แหล่งข่าวน่าเชื่อถือเพียงใด ในฐานะผู้ทำข่าวก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่า การเมืองท้องถิ่นในเชียงใหม่นั้นแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม แข่งขันชิงตำแหน่งใน อปท.เกือบทุกระดับ ต่างกลุ่มก็สังกัดหรือเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองระดับชาติ ที่กำลังต่อสู้กันนอกรัฐสภาอย่างถึงพริกถึงขิงอยู่เวลานี้ นักการเมืองท้องถิ่นจึงไม่ใช่แหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือในกรณีนี้อย่างแน่นอน หากโทรทัศน์ไทยไม่พร้อมจะเปิดเผยแหล่งข่าว ข่าวชิ้นนี้ไม่ใช่ข่าว

ใน สถานการณ์ความขัดแย้งอย่างที่เราเผชิญอยู่ ไม่แปลกที่ในวันรุ่งขึ้นมีฝูงชนไปปิดล้อมสำนักงานของโทรทัศน์ในเชียงใหม่ ใช้กำลังข่มขู่แทรกแซงการทำงานของสื่อ ด้วยการปิดกั้นมิให้พนักงานได้ปฏิบัติงานตามปกติ แน่นอนว่าการกระทำเช่นนี้ไม่ถูกต้อง และเป็นการคุกคามเสรีภาพของสื่ออย่างปฏิเสธไม่ได้


ผู้บริหารสำนักงาน โทรทัศน์แถลง (ทำนองเดียวกับคำแถลงของคณะกรรมการในภายหลัง) ว่า ทางโทรทัศน์ไทยได้ให้ความสมดุลของข่าวแล้ว โดยรายงานคำกล่าวของคุณจตุพร พรหมพันธุ์ ที่ว่า ผู้ซึ่งเดินทางมาร่วมรายการล้วนมาโดยสมัครใจทั้งสิ้น

แต่ ดังที่กล่าวแล้วว่า รายงานข่าวชิ้นนี้เป็นรายงานข้อเท็จจริง ไม่ใช่ความเห็น สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือ ตรวจสอบ ไม่ใช่สร้างสมดุลและที่จริงแล้วการสร้างสมดุลในรายงานความเห็นและรายงานข้อ เท็จจริงนั้นไม่เหมือนกัน

คุณจตุพร พรหมพันธุ์ เป็นแหล่งข่าวที่ใช้ไม่ได้เลยในกรณีนี้ เพราะคุณจตุพรเป็นผู้ร่วมจัดรายการความจริงวันนี้ ไม่มีทางจะพูดเป็นอื่นไปได้ (เป็นหมากัดคนฉบับคลาสสิค) ฉะนั้นจึงไม่เกิดสมดุลแต่อย่างใด ตรงกันข้าม หากได้เจาะไปถึงผู้ที่น่าจะรู้เรื่องนี้ดี แต่เป็นกลาง เช่นกำนันผู้ใหญ่บ้านบางคน หรือ "หัวคะแนน" ที่ไม่ได้รับการจ้างวานในครั้งนี้ คำสัมภาษณ์ของเขาจึงเป็นการให้ข้อเท็จจริงที่มีการถ่วงดุลได้

ผมนำ เรื่องนี้มากล่าวเพื่อจะบอกว่า บทบาทอย่างแรกของสื่อในสถานการณ์ความขัดแย้ง คือทำหน้าที่ของตัวตามปกตินั่นแหละ แต่ทำให้ดีจริงๆ อย่าสุกเอาเผากิน โดยเฉพาะอย่ามักง่ายเพียงทำข่าวปิงปอง เพราะนอกจากไม่มีประโยชน์แก่การรับรู้ของสาธารณชนแล้ว ยังทำให้ความขัดแย้งยิ่งรุนแรงขึ้น

Image


เมื่อพูดถึงข่าวปิงปองก็ควรกล่าว ด้วยว่า ในความขัดแย้งนั้นมีความสลับซับซ้อนอยู่ภายใน มากกว่าความขัดแย้งของสองฝ่าย แม้ในแต่ละฝ่ายของคู่ขัดแย้งก็หาได้เป็นเนื้อเดียวกันไม่ ความคิดเห็นของผู้นำมีสีและเงาที่เหลื่อมกันอยู่ไม่น้อย ยิ่งกว่านี้ยังมีฝ่ายที่ไม่เกี่ยวข้อง แต่ได้รับผลกระทบของความขัดแย้งในด้านต่างๆ อีกมากมาย ถึงเขาเหล่านั้นไม่ได้ร่วมอยู่ในคู่ความขัดแย้ง แต่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ประเด็นที่ขัดแย้งกัน ก็หาใช่สาเหตุที่แท้จริงของความขัดแย้งไม่ มีสาเหตุในเชิงลึกอีกมากมายที่อยู่เบื้องหลังความขัดแย้ง ไม่เฉพาะแต่มือที่สามมือที่สี่ซึ่งชักใยอยู่เบื้องหลัง แต่เป็นสาเหตุเชิงโครงสร้างและประวัติศาสตร์ (ซึ่งแปลว่าความเปลี่ยนแปลงอันเกิดในเงื่อนไขของเวลา) อยู่ด้วย

สื่อไทยไม่สนใจจะเจาะหาสาเหตุเชิงลึกของความขัดแย้ง

สื่อ ไทยส่งนักข่าวไปประจำ "ม็อบ" เพื่อรายงานข่าววาทะของผู้นำไม่กี่คน ซ้ำแล้วซ้ำอีก กลายเป็นวิวาทะระดับชาติที่มีตัวละครอยู่ไม่กี่ตัว และด่าทอกันด้วยประเด็นเดิมๆ อย่างเจ็บแสบ ไม่ต่างจากละครน้ำเน่าทางทีวี จะหวังให้ความขัดแย้งคลี่คลายไปทางใดได้ เพราะประเด็นก็วนเวียนซ้ำเก่าอยู่อย่างนั้น นับวันมิติของความขัดแย้งก็ยิ่งแคบลง จนเหลือแต่ฝ่ายใดจะแพ้ และฝ่ายใดจะชนะ

หลัก การพื้นฐานของการสื่อข่าวก็คือ อย่าปล่อยให้ใครพูดฝ่ายเดียว ไม่แต่เพียงรอให้อีกฝ่ายตีปิงปองกลับมาเท่านั้น แต่ต้องตรวจสอบคำพูดของทุกฝ่าย ตรงกับที่เขาเคยพูดมาก่อนหรือไม่ และสิ่งที่เขาพูดนั้นมีพยานหลักฐานรับรองมากน้อยแค่ไหน

สื่อไทยทำการสื่อข่าวในสถานการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้ ตรงตามวิชาชีพของตนแล้วหรือ

ใน ความขัดแย้งทั้งหลาย ตราบเท่าที่เรามองความขัดแย้งบนฐานคิดเดิม ก็ไม่มีวันพบทางออกจากความขัดแย้งไปได้ แต่เพราะความขัดแย้งมีความสลับซับซ้อน และดึงเอาทุกคนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งดังกล่าว จึงเป็นไปได้ที่จะมีคนมองความขัดแย้งจากฐานคิดอื่น เช่นมองความขัดแย้งให้พ้นออกไปจากสองฝ่าย แต่เป็นเรื่องที่สังคมไทยทั้งหมดต้องเข้ามาร่วมตัดสินใจ มองความขัดแย้งจากแง่มุมทางวัฒนธรรม จากแง่มุมทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ประเด็นจะเปลี่ยนจากใครจะแพ้ใครจะชนะมาเป็นปัญหาร่วมของทุกคนซึ่งต้องหา ทางออกร่วมกัน

สื่อไทยสนใจที่จะเจาะหา ความเห็นจากผู้คนเพื่อทำให้ข่าวความขัดแย้งมีความหลากหลาย มากกว่าวิวาทะของผู้นำไม่กี่คนหรือไม่?

หลัก การพื้นฐานอีกอย่างหนึ่ง (ซึ่งสื่อไทยเคยล้มเหลวในกรณีความรุนแรงในภาคใต้มาแล้ว) นั่นคือ ข่าวสารที่ใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุดไม่ได้มาจากชนชั้นนำเพียงฝ่ายเดียว ไม่ว่าชนชั้นนำนั้นจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายต่อต้านรัฐบาล สื่อสนใจจะหาข่าวจากคนเล็กคนน้อยที่ร่วมในความขัดแย้ง หรือได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งหรือไม่ มีใครเคยยื่นเทปอัดเสียงไปให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมทั้งสองฝ่ายอย่างกว้างขวาง (คือไม่ใช่แค่คนสองคน) บ้าง มีใครอยากคุยกับตำรวจที่ร่วมปฏิบัติการในวันที่ 7 ต.ค.บ้าง ไม่จำเป็นต้องเป็นตำรวจที่ถูกด้ามธงแทงทะลุอกเท่านั้น แต่เพื่อนๆ ของเขาที่อยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์ก็มีอีกไม่น้อย ที่คงพร้อมจะให้ข้อมูล หรือตำรวจที่ยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ฝูงชน เขาถูกสั่งให้ทำ เขาทำเอง เขารู้หรือไม่ว่าแก๊สน้ำตาที่เขาใช้นั้นมีผลอย่างไร เขาเคยได้รับการฝึกให้รับมือกับฝูงชนมามากน้อยแค่ไหน ฯลฯ

และเพราะ สื่อไทยไม่ได้ทำตามหลักการพื้นฐานดังกล่าว ความขัดแย้งที่เกิดในสังคมไทยขณะนี้ จึงเป็นที่รับรู้แก่สาธารณชนตามแต่ผู้นำเพียงไม่กี่คนจะวาดภาพให้เป็นไป หากเขาสั่งว่าถึงทางตัน ทุกอย่างก็ตันไปหมด นอกจากออกตามเส้นทางที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งวางไว้ให้ หรือมิฉะนั้นก็นองเลือด



สื่อ ไทยไม่พยายามจะเจาะลึกหาความจริงของข้อกล่าวหาที่ทั้งสองฝ่ายมีต่อกัน รวมทั้งไม่พยายามเจาะลึกว่าข้อเสนอของแต่ละฝ่ายนั้นมีเงื่อนไขและข้อจำกัด อย่างไร ทำให้ความขัดแย้งกลายเป็นเรื่องเทพและมาร (แล้วแต่ใครจะเชื่อว่าฝ่ายใดเป็นเทพ และฝ่ายใดเป็นมาร) เพิ่มความระแวงสงสัยต่อกันและกันมากขึ้น ในทางตรงกันข้าม หากสื่อเสนอข่าวการตรวจสอบข้อกล่าวหาของทั้งสองฝ่ายที่มีต่อกัน รวมทั้งพยายามชี้ให้เห็นว่า แต่ละฝ่ายล้วนมีเงื่อนไขและข้อจำกัดด้วยกันทั้งนั้น ความขัดแย้งก็จะเป็นเรื่องของมนุษย์ ไม่ใช่ถูก-ผิด ขาว-ดำ ชนิดที่ต่างฝ่ายต่างเสนอ ซึ่งเป็นทางเลือกที่แคบคือ ไม่นำไปทางไหนนอกจากสงคราม ระหว่างธรรมและอธรรม

คงไม่มีครั้งใดที่ สื่อต้องทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดเท่าครั้งนี้ ถึงไม่เจตนายั่วยุให้เกิดความรุนแรง แต่ถ้าสื่อไม่ปฏิบัติตนในอาชีวปฏิญาณให้ถึงที่สุด ก็เท่ากับบีบให้สังคมไทยไม่มีทางจะเดินไปที่อื่นใดได้ นอกจากการใช้ความรุนแรงเพื่อระงับความขัดแย้ง

(ความรู้ที่ใช้ในบทความนี้ได้จาก การสื่อข่าวที่ไหวรู้ต่อความขัดแย้งของ รอน โฮเวิร์ด วลักษณ์กมล จ่างกมล แปล)

neg2.jpg
 
ดาวน์โหลด
ปฏิทินงานสถาบัน
พบกับเราที่ Facebook
พบกับเราที่ Twitter
เว็บเครือข่าย
บลอกสันติวิธี
หนังสือฟรี
top
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี สำนักงานอธิการบดี ชั้น 2
มหาวิทยาลัยมหิดล 999 ถ.พุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170
โทรศัพท์: 0 2849 6072-5 โทรสาร: 0 2849 6075 อีเมล: pewww@mahidol.ac.th