Ortho TriCyclen-LO

arrow หน้าแรก Wednesday, 02 December 2020  
 
<---ตั้งแต่ ก.ค. 54 ศูนย์ฯสันติวิธีและศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาฯ ได้เปลี่ยนแปลงชื่อหน่วยงานเป็น "สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา(สสมส.)"แล้ว
Search this site
จุลสารสานสันติ
ลุ่มน้ำสายบุรี
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 4142558
ผู้เยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

โลกของผู้ถูกศึกษา PDF พิมพ์ ส่งเมล
 
 

โดย ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ   

Saturday, 01 November 2008

 
          “ทุก วันนี้เราจะรู้กันเพียงผิวเผินว่าวิธีการเก็บข้อมูลอย่างหนึ่งของนักมานุษย วิทยาคือการสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม  แต่นักมานุษยวิทยาลืมไปอย่างหนึ่งคือ ชาวบ้านหรือผู้ถูกศึกษาต่างก็สังเกตและศึกษานักมานุษยวิทยาเหมือนกัน”    นักมานุษยวิทยาอาวุโสท่านหนึ่งเอ่ยให้ผมฟังหลังจากที่เราพบกันโดยบังเอิญในห้องสมุดและสนทนากันในหัวข้อ “โลกของผู้ถูกศึกษา”


          ผมยอมรับทันทีนับตั้งแต่ท่านกล่าวจบ  ทว่า อดนึกถึงความสลับซับซ้อนในสถานการณ์จริงไม่ได้  ชาวบ้านสังเกตอะไรในตัวนักมานุษยวิทยาและจัดวางนักมานุษยวิทยาอยู่ตรงไหนภาย ในโลกของพวกเขาและเธอ
          แน่นอน เพื่อตอบคำถามนี้  ผมจำต้องย้อนกลับไปพิจารณาประสบการณ์สนามของตน


          …………………………………………………………………………………
          ย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่ผมต้องเดินทางไปชุมชนประมงแห่งหนึ่งในจังหวัด ปัตตานีเพื่อเก็บข้อมูลสำหรับทำวิทยานิพนธ์  ด้วยความขาดแคลนเงินทุนสนับสนุน ผมจึงทำงานวิจัยควบคู่ไปด้วย  งานดังกล่าวเป็นการประเมินผลโครงการขององค์กรพัฒนาเอกชนแห่งหนึ่งซึ่งเน้น แก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย  ลักษณะการทำงานขององค์กรพัฒนาฯ แห่งนั้นคือการกระตุ้นให้สมาชิกในชุมชนเกิดการรวมกลุ่มและแก้ไขปัญหาในรูป แบบของกลุ่มออมทรัพย์และกลุ่มสหกรณ์เพื่อจัดการเงินซึ่งกู้ยืมจากรัฐบาลมา จัดซื้อที่ดิน สร้างบ้านและแก้ไขปัญหาอื่นๆ ในชุมชน
         ดังนั้น ผมจึงมีอีกสถานภาพหนึ่งคือ การเป็นนักวิจัยที่จะต้องทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงทางโลกทัศน์ของ สมาชิกในชุมชนทั้งก่อนและหลังกระบวนการแก้ไขปัญหา


          วัน แรกที่ผมเดินทางมาถึง สมาชิกในชุมชนออกมาต้อนรับอย่างอบอุ่นทั้งยังเตรียมที่พักไว้ให้อย่างสะดวก สบาย  ตกเย็นมีการล้มแพะและย่างเป็ดอีกหลายตัวเพื่อเลี้ยงต้อนรับผมอย่าง     เอิกเกริกในบริเวณที่ดินรวมของสมาชิกที่เพิ่งซื้อมาสำหรับสร้างบ้าน  ผมทานแพะและเป็ดอย่างเอร็ดอร่อยทั้งที่ในใจมีข้อสงสัยไม่น้อยเพราะทราบมา ก่อนหน้าว่าสมาชิกส่วนใหญ่ในชุมชนแห่งนี้ค่อนข้างยากจนและเป็นหนี้นอกระบบ ค่อนข้างมาก  ดังนั้น การล้มแพะและย่างเป็ดจึงเป็นกิจกรรมที่ค่อนข้างฟุ่มเฟือยเป็นอย่างยิ่ง  ผมเก็บคำถามนี้ไว้ในใจ เกรงว่าหากถามออกไปจะเป็นการทำลายน้ำใจของบรรดาเจ้าภาพซึ่งมีใบหน้าเปื้อน ยิ้มตลอดเวลา

 

          วัน ถัดมา ผมได้ทานก๋วยเตี๋ยวและดื่มกาแฟฟรีเพราะเจ้าของร้านเป็นสมาชิกในกลุ่มออม ทรัพย์ และนับจากนั้น ผมมักจะได้ของติดมือกลับมายังที่พักด้วยทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นของหวาน น้ำเต้าหู้ ปลาสด ปูและกุ้ง เป็นต้น  ข้าวของเหล่านี้มากมายจนผมทานคนเดียวไม่หมดจึงต้องแบ่งให้ผู้ช่วยวิจัยซึ่ง เป็นคนในชุมชนนำกลับไปทานที่บ้านอยู่เสมอ
         เวลาผ่านไปประมาณอาทิตย์เศษ ปริศนาที่กังวลก็เริ่มคลี่คลาย...
         “แบๆ (พี่ชาย) ช่วยบอกเค้าด้วยนะว่าโครงการของเราสำเร็จเรียบร้อยดี  เค้าจะได้โอนเงินอีกงวดมาให้  พวกเราจะได้สร้างบ้านกันต่อ”  ชายคนหนึ่งเอ่ยกับผมในตลาด
         “น้องบอกกับเค้าด้วยว่าเงินที่กู้มา เรายังไม่มีให้นะ  ขอส่งดอกไปก่อนได้มั้ย  อีกอย่างนึงคือเพื่อนของก๊ะ (พี่สาว) เค้าอยากมีบ้านแต่ไม่มีเงินออม เค้าจะอยู่ในกลุ่มได้มั้ย” หญิงอีกคนถามขึ้นอย่างอายๆ ขณะที่ในมือของผมมีถุงน้ำเต้าหู้ซึ่งเธอพึ่งยื่นให้เมื่อครู่ 


         ครานี้เอง ผมจึงทราบสาเหตุของน้ำใจที่ทุกคนมีให้มากเป็นพิเศษ  ผู้ช่วยนักวิจัยของผมเริ่มหลบสายตาและมีท่าทีลุกลี้ลุกลนเหมือนพยายามไม่มี ส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว  แน่นอน ตัวเขาเองก็เป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ ทั้งยังพาผมไปพบกับเรื่องราวดีๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นความเข้มแข็งของชุมชน เอกสารการเคลียร์บัญชีที่ถูกต้อง รวมไปถึงกลุ่มคนซึ่งมีศักยภาพพอในการออมเงินและจ่ายดอกเบี้ย


          “ยา (ชื่อสมมติ) บอกมาเลยนะว่ามีอะไรปิดแบหรือเปล่า” ผมเอ่ยขึ้นหลังจากลากผู้ช่วยวิจัยตัวแสบเข้ามาคุยในห้องพัก  คำตอบของยาทำเอาผมตกใจจนแทบอยากจะกลับบ้านทันทีเพราะทนหน้าหนาอยู่ต่อไปไม่ ได้  ยาบอกผมว่าชาวบ้านที่เป็นสมาชิกเกือบทุกคนแทบจะไม่มีเงินจ่ายดอกเบี้ยและส่ง เงินเข้ากลุ่มออมทรัพย์ เพราะช่วงเวลาที่ผมมาเป็นฤดูมรสุมจึงทำให้ไม่มีใครออกเรือและนำเงินมาชำระ ได้  บางครอบครัวไม่มีเงินกระทั่งหาข้าวสารมากรอกหม้อ


         “แต่ถึงนอกฤดูมรสุม คนที่นี่ก็ไม่ค่อยมีจ่ายหรอกแบ  เฉลี่ยรายได้แล้วมีกันวันละไม่ถึง 100 บาทต่อครอบครัว  ลำพังกินอยู่ต่อวัน ให้เงินลูกไปโรงเรียนยังไม่พอเลย  จะเอาเงินที่ไหนไปให้กลุ่มออมทรัพย์” ยาพูดอย่างตรงไปตรงมา 


         ผมรู้สึกผิดมากขึ้นและพลันนึกถึงงานเลี้ยงต้อนรับในวันแรก  ทว่าเหนือสิ่งอื่นใด มีสิ่งที่เป็นปัญหามากกว่าให้ต้องจัดการอย่างรีบด่วน  ผมเพิ่งรู้ว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนที่นี่ต้อนรับผมเป็นอย่างดีคือ การเข้าใจสถานภาพของผมว่าเป็น “เถ้าแก่” ของโครงการมาตรวจงานและรายงานผลไปยังสำนักงานใหญ่ที่ประเทศสิงคโปร์


         “ทำไมต้องเป็นสิงคโปร์”  ผมถามกลับทันควันเพราะเราต่างรู้อยู่แก่ ใจว่าองค์กรพัฒนาเอกชนแห่งนี้รับเงินของรัฐบาลไทยมาดำเนินการและผมเป็นเพียง นักวิจัยมาประเมินผลความสำเร็จของโครงการเท่านั้น  “แบอย่าว่าผมนะ...”    เขาเอ่ยขึ้นก่อนที่จะเล่าความจริงซึ่งอยู่เบื้องหลังอันน่าตกใจและประหลาดใจ ระคนกัน


          คน จำนวนมากในชุมชนแห่งนี้มีความทรงจำในแง่ลบกับรัฐไทยไม่น้อย       นับตั้งแต่ผู้ใหญ่วัยกลางคนหรือผู้สูงอายุซึ่งผ่านร้อนผ่านหนาวมามากและเคย มีโลกอิสระกลางทะเลกว้าง  วิธีการออกเรือของเขาและเธอมักจะเคลื่อนย้ายตามฝูงปลาชนิดต่างๆ นานนับเดือนโดยอาศัยเกาะแก่งเป็นเพิงพักและกลับบ้านเพียงช่วงฤดูมรสุมเท่า นั้น  โลกของคนรุ่นนี้จึงมีพื้นฐานอยู่บนเวิ้งน้ำมากกว่าผืนดิน  มีชื่อเรียกขานชนิดของปลาและลักษณะต่างๆ ของม้วนคลื่นมากกว่าชนิดของพันธุ์พืช  ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลและความสามารถในการหาปลาจึงเป็นทั้งดัชนี ชี้วัดความอยู่รอดของชุมชนและศักดิ์ศรีซึ่งพิสูจน์ความเป็นพรานทะเลของแต่ละ คน


         กระทั่งรัฐเริ่มมีนโยบายเปิดทะเลให้เรือประมงขนาดใหญ่เข้ามาจับ สัตว์น้ำและจำกัดเขตพื้นที่การออกเรือประมงขนาดเล็กของคนในชุมชนให้หดแคบ เหลือเพียงน่านน้ำของประเทศไทย  คนกลุ่มนี้จึงมีรายได้น้อยลงและแทบตกอยู่ในสภาวะไร้งาน  ขณะที่เด็กวัยรุ่นจำนวนมากซึ่งมีฐานะยากจนไม่สามารถเรียนต่อในระดับที่สูง  กว่าชั้นมัธยมต้นได้ก็มักชักชวนกันเดินทางไปเป็นลูกจ้างร้านอาหารในประเทศ มาเลเซีย  บรรยากาศของชุมชนจึงค่อนข้างเงียบเหงาเต็มไปด้วยเด็กเล็ก ผู้สูงวัยและหญิง-ชายวัยกลางคนผู้ไร้งาน


         ปัญหาซึ่งพวกเขาและเธอกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันสอดรับกับสถานการณ์ ความไม่สงบในสามจังหวัดภาคใต้ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้  วัยรุ่นหลายคนตายในเหตุโศกนาฏกรรมที่กรือเซะและอีกหลายคนหายตัวไปอย่าง ปริศนาพร้อมกับการเข้ามาตั้งฐานที่มั่นของทหารในบริเวณชุมชน  มายาคติที่ว่า “รัฐไทยคือต้นตอของปัญหา” กำลังก่อตัวขึ้นในหมู่คนมลายูจำนวนหนึ่ง ไม่ต่างไปจากภาพลักษณ์ของ “โจรใต้” ซึ่งฝังอยู่ในจินตนาการของคนไทยหลายคน


         ดังนั้น การเข้ามาของโครงการจัดสร้างที่อยู่อาศัยผ่านการดำเนินงานขององค์กรพัฒนา เอกชนจึงเกิดขึ้นท่ามกลางความคลุมเครือในความเข้าใจของคนมลายู  ด้านหนึ่งพวกเขาและเธอต่างมีความปรารถนาที่จะได้บ้านและที่ดินอันมั่นคง ทว่า ในความรู้สึกอีกด้าน กลับคลางแคลงและไม่ไว้ใจโครงการพัฒนาต่างๆ ที่ดำเนินการโดยรัฐ


          เรื่อง เล่าต่างๆ จึงเกิดขึ้นนับไม่ถ้วนเพื่อวางโครงการฯ ให้เหมาะสมกับภาวะดังกล่าว  บางคนเชื่อว่าเป็นความใจบุญของเศรษฐีชาวมาเลเซีย บ้างก็เชื่อว่าเป็นความช่วยเหลือจากองค์กรมุสลิมในกรุงเทพฯ  แต่ส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นการทำงานขององค์กรการกุศลแห่งหนึ่งจากประเทศ สิงคโปร์เพราะสิ่งปลูกสร้างหลายแห่งในปัตตานี เช่น มัสยิด โรงเรียนสอนศาสนาและ สถานรับเลี้ยงเด็ก ล้วนเกิดขึ้นด้วยการบริจาคเงินจากประเทศสิงคโปร์หรือกลุ่มประเทศในตะวันออก กลางทั้งสิ้น


         สำหรับวิธีการเล่าเรื่องของคนมลายูต่อกรณีการเข้ามาของผมก็มีความ น่าสนใจไม่น้อย  ทุกคนแทบจะลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็น “เถ้าแก่สิงคโปร์” เพราะพิจารณาผ่านรูปลักษณ์ที่คล้ายคนจีน สวมแว่นสายตาและศีรษะล้าน  กระทั่งการพูดภาษาไทยในสำเนียงภาคกลางชัดเจนของผมยังถูกอธิบายว่าเป็นความ สามารถพิเศษและมีเมียเป็นคนไทย (?)
         

แน่นอน ย่อมมีคนรู้มูลเหตุที่แท้จริงอยู่บ้างทั้งต้นตอของเงินทุนและสถานภาพชายโสด ของผม แต่เรื่องราวที่ผิดฝาผิดตัวทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนความเป็นจริงทางสังคมอย่าง หนึ่งว่า “ท่ามกลางการห้ำหั่นกันด้วยอคติ รัฐไทยไม่เคยพยายามค้นหาหนทางอันเหมาะสมเพื่อนั่งอยู่ในหัวใจของคนมลายูเลย


          .................................................................................................................
          หลังจากทราบทุกเรื่องราว ผมนึกกล่าวโทษตัวเองไม่น้อยถึงความไม่เฉลียวใจต่อปฏิกิริยาของผู้คนและ กิจกรรมต่างๆ ในสนาม  ผมจำเป็นต้องจัดการประชุมเพื่อชี้แจงสถานภาพและขอบเขตของบทบาทหน้าที่ในการ มาเยือนครั้งนี้ให้ชัดเจน  แน่นอน ผมจำเป็นต้องบอกถึงการเข้ามาเก็บข้อมูลสำหรับทำวิทยานิพนธ์ด้วย


         การประชุมเกิดขึ้นอย่างง่ายๆ ในศาลากลางที่ดินของกลุ่มออมทรัพย์  สมาชิกในชุมชนเดินทางมาประชุมกันอย่างแน่นขนัดด้วยความเชื่อว่าเป็นการนัด หมายของ “เถ้าแก่สิงคโปร์”  ผมรู้สึกตื่นเต้นและประหม่าเล็กน้อยเพราะคาดคะเนด้วยสายตาแล้ว มีผู้เข้าร่วมไม่ต่ำกว่าร้อยคน  หากพวกเขาทราบความจริงแล้วจะเกิดอะไรขึ้น  ผมเชื่อว่าต้องมีคนไม่พอใจแต่จะมีคนมาทำร้ายผมหรือมาเก็บค่าแพะและเป็ดที่ผม กินไปหรือไม่นั้น คงต้องอาศัยโชคช่วยมากกว่าความสามารถทางวาทศิลป์


         ผมเริ่มอธิบายทุกเรื่องอย่างช้าๆ เป็นภาษาไทยโดยมีผู้ช่วยวิจัยแปลเป็นภาษามลายูอีกทอดท่ามกลางเสียงฮือฮาเป็น ระยะ  “ออแฆสิแย ว่าแล้วเค้าต้องเป็นคนไทย”  บางคนเอ่ยอย่างผิดหวังว่า “อ้าว แล้วเรื่องสร้างบ้านต่อจะเอายังไง  น้องจะช่วยไปพูดให้ทางกรุงเทพฯ เค้าเข้าใจพวกพี่มั้ย  น้องต้องเข้าใจนะว่าบ้านที่จะสร้างขึ้นเนี่ยมันสำคัญกับพวกแบมาก”  ผมไม่ตอบคำถามดังกล่าวแต่ได้อธิบายขอบเขตในหน้าที่ของตนอีกครั้ง  ผู้ฟังบางคนเริ่มลุกขึ้นและเดินออกไปนอกศาลาเพื่อจับกลุ่มคุยกันและมีหลายคน ที่กลับบ้าน


         เมื่อผมเริ่มหมดคำอธิบาย สมาชิกในชุมชนจึงขอประชุมหารือกันบ้าง  พวกเขาและเธอแยกเป็นสองกลุ่มคือกลุ่ม    แม่บ้านและกลุ่มพ่อบ้าน ทั้งยังพูดคุยกันในภาษามลายูซึ่งผมในขณะนั้นฟังแทบไม่รู้เรื่อง  ผมสังเกตว่าบรรยากาศในการประชุมของกลุ่มพ่อบ้านค่อนข้างเงียบขรึมดูจริงจัง หนักแน่น แต่กลุ่มแม่บ้านกลับมีทั้งเสียงหัวเราะ ถกเถียงและออกท่าทางประกอบการอธิบายตลอดเวลา  กระทั่งเวลาผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมง การประชุมจึงยุติ


         ตัวแทนของกลุ่มพ่อบ้านเป็นคนพูดก่อน  เขามีมาดที่นิ่งสงบคล้ายครูสอนศาสนา  ริมฝีปากเหนือหนวดเคราที่ยาวครึ้มได้เอ่ยขึ้นว่า “เมื่อน้องอธิบายความจริงกับเราแล้ว น้องจะมาอยู่ที่นี่ก็ได้  แต่อย่าลืมนะว่าน้องเป็นคนไทยเพียงคนเดียวในชุมชนเพราะคนไทยที่เค้าค้า ขายอยู่ในตลาดได้อพยพออกไปหมดแล้ว  ทางที่ดีน้องควรเปลี่ยนศาสนาดีกว่าเพื่อความปลอดภัย”  จากนั้นเขาได้พูดถึงความจำเป็นของโครงการสร้างบ้านอีกครั้งเพื่อให้ผมเขียน แต่สิ่งที่ดีและมีประโยชน์ต่อพวกเขา


          ตัว แทนของกลุ่มแม่บ้านลุกขึ้นยืนทันทีหลังจากพ่อบ้านกล่าวจบ  เธอเป็นคนรูปร่างท้วม คลุมฮิญาบหลวมๆ และกล่าวอย่างฉะฉานว่า “พวกเรานึกกันอยู่แล้วว่าน้องไม่ใช่คนสิงค์โปร์  น้องไม่ต้องเปลี่ยนศาสนาหรอกเพราะพวกเราเห็นว่าน้องปรับตัวเข้ากับที่นี่ได้ ทั้งเรื่องอาหารการกิน ที่หลับที่นอนและเป็นกันเองดี”  เธอกล่าวย้ำอีกว่ากลุ่มแม่บ้านไม่เคยติดใจเรื่องการประเมินของผมว่าจะส่งผล อย่างไรกับชุมชน เพราะพวกเธอต้องดิ้นรนหารายได้มาชำระกลุ่มออมทรัพย์อยู่ตลอดจนไม่มีเวลามา คิดเรื่องอื่น “ขอให้น้องอยู่ที่นี่อย่างสบายใจนะและเขียนทุกอย่างตามที่เห็น  หากมีอะไรสงสัยก็มาถามพวกก๊ะได้” เธอกล่าวตบท้าย ตามมาด้วยเสียงตบมือของกลุ่มแม่บ้านเล็กน้อย


          หลัง จากการประชุมวันนั้น ผมเริ่มมีสถานภาพชัดเจนขึ้นแม้ต้องซื้อก๋วยเตี๋ยว น้ำเต้าหู้หรือกาแฟทานก็ตาม  ผมเริ่มมีระดับความสัมพันธ์ที่เป็นกันเองและทัดเทียมกับคนมลายูในชุมชน  บางวันมีเด็กเล็กมาให้สอนภาษาไทยสลับกับการชวนผมไปเรียนวิชาหลักศาสนาอิส ลามเบื้องต้น  แม่บ้านบางคนมักชวนผมร่วมวงดื่มชายามบ่าย และผู้อาวุโสหลายคนชอบผมเป็นพิเศษเพราะผมมักบันทึกเรื่องเล่าและประสบการณ์ วัยหนุ่มของพวกเขา


         ใช่ นักมานุษยวิทยามิได้เป็นผู้สังเกตการณ์หรือศึกษาเพียงอย่างเดียวแต่ผู้ถูก ศึกษาก็สังเกตและสร้างคำอธิบายต่างๆ ต่อนักมานุษยวิทยาอย่างเข้มข้นด้วยเช่นเดียวกัน

neg2.jpg
 
ดาวน์โหลด
ปฏิทินงานสถาบัน
พบกับเราที่ Facebook
พบกับเราที่ Twitter
เว็บเครือข่าย
บลอกสันติวิธี
หนังสือฟรี
top
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี สำนักงานอธิการบดี ชั้น 2
มหาวิทยาลัยมหิดล 999 ถ.พุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170
โทรศัพท์: 0 2849 6072-5 โทรสาร: 0 2849 6075 อีเมล: pewww@mahidol.ac.th