Ortho TriCyclen-LO

arrow หน้าแรก arrow บทความสันติวิธี arrow บทความอื่นๆ arrow กระบวนการพิจารณาคดียุบพรรค: ความไม่เป็นธรรมของรัฐธรรมนูญ Wednesday, 02 December 2020  
 
<---ตั้งแต่ ก.ค. 54 ศูนย์ฯสันติวิธีและศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาฯ ได้เปลี่ยนแปลงชื่อหน่วยงานเป็น "สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา(สสมส.)"แล้ว
Search this site
จุลสารสานสันติ
ลุ่มน้ำสายบุรี
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 4142567
ผู้เยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

กระบวนการพิจารณาคดียุบพรรค: ความไม่เป็นธรรมของรัฐธรรมนูญ PDF พิมพ์ ส่งเมล

ทศพล เชี่ยวชาญประพันธ์

ผู้ช่วยวิจัย สถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อดีตสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๙ และแฟนพันธุ์แท้การเมืองไทย พ.ศ. ๒๕๔๖

๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

 

บทนำ

 

ในที่สุดการประท้วงอันยืดเยื้อยาวนานของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ได้  สิ้น สุดลงภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล ๓ พรรค คือ พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตยเมื่อวันอังคารที่ ๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่ผ่านมา  ขอ ขอบคุณกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ยอมสลายการชุมนุม และออกจากสถานที่สำคัญทุกแห่งไม่ว่าจะเป็นท่าอากาศยานดอนเมือง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ตลอดจนทำเนียบรัฐบาล ไว้ ณ ที่นี้ ด้วย

 

บท ความนี้มิได้มุ่งโต้แย้ง หรือวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งยุบพรรคการเมืองทั้ง ๓ พรรค แต่พยายามนำเสนอว่าในกระบวนการของการพิจารณาคดียุบพรรคการเมือง ทั้ง ๓ พรรคที่ผ่านมานั้น มีความไม่เป็นธรรม และไม่โปร่งใส เกิดขึ้นมากมาย รวมทั้งเสนอแนะแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรคการเมืองให้มีความเป็นธรรม และโปร่งใสมากยิ่งขึ้น


 

ความไม่เป็นธรรมในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

 

คำ วินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งให้ยุบพรรคการเมืองทั้ง ๓ พรรคนั้น มีจุดเริ่มต้นมาจากการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง กรรมการบริหารของ ๒ พรรคการเมืองเนื่องจากกระทำการที่ผิดกฎหมายเลือกตั้ง แล้วทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกกันว่า ให้ใบแดง เริ่มต้นจากนายสุนทร วิลาวัลย์ ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดปราจีนบุรีเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑  นายมณเฑียร สงฆ์ประชา ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดชัยนาท เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ส่วนนายยงยุทธ ติยะไพรัช ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน กลุ่มที่ ๑ ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชนอยู่ในขณะนั้น (ต่อมาได้ลาออกจากกรรมการบริหาร                       พรรค พลังประชาชนเพราะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร) ถูกศาลฎีกาแผนคดีเลือกตั้งสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ เนื่องจากการทุจริตเลือกตั้งเช่นเดียวกัน

 

ข้อ สังเกตในเบื้องต้นก็คือ กรณีของนายสุนทร วิลาวัลย์ จากพรรคมัชฌิมาธิปไตย และนายมณเฑียร สงฆ์ประชา จากพรรคชาติไทยนั้น อำนาจในการพิจารณาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนั้นเป็นของคณะกรรมการเลือกตั้ง อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๓๙ วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า ใน กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งวินิจฉัยให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งก่อนการประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิก วุฒิสภา ให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นที่สุด แต่การประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วันนับแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามบทบัญญัติในมาตรา ๑๒๗ วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติว่า ภายในสามสิบวันนับแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก เมื่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงต้องประกาศรับรองผลการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จอย่าง ช้าที่สุดภายในวันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑

 

เพราะ ฉะนั้น ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดก็ตามถูกคณะกรรมการการเลือกตั้งลงมติเพิกถอนสิทธิ เลือกตั้งก่อนวันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑ เช่น นายสุนทร วิลาวัลย์ และนายมณเฑียร สงฆ์ประชา ก็จะไม่มีสิทธิโต้แย้งมติของคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ว่ากรณีใดๆ (แม้จะมีคณะกรรมการกฤษฎีกาทำหน้าที่กลั่นกรองมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง อีกชั้นหนึ่ง แต่อำนาจในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายก็ยังคงเป็นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง)

 

แต่ ในกรณีของนายยงยุทธ ติยะไพรัช นั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ แต่เมื่อเป็นมติที่เกิดขึ้นหลังจากวันที่ ๒๒ มกราคม จึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่ง และคำวินิจฉัยของศาลฎีกาในกรณีนี้ถือเป็นเด็ดขาด ตามบทบัญญัติในมาตรา ๒๓๙ วรรคสองของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติว่า ใน กรณีที่ประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว ถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าควรให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือเพิกถอนสิทธิ เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาผู้ใด ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย....

 

ใน กรณีของนายยงยุทธ ศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. 2551 หลังจากมติของคณะกรรมการการเลือกตั้งกว่า ๕ เดือน แต่ประเด็นสำคัญก็คือว่า นายยงยุทธ มีสิทธิที่จะโต้แย้งมติของคณะกรรมการการเลือกตั้งในศาลฎีกาได้ และศาลฎีกาอาจจะวินิจฉัยในทางที่เป็นคุณต่อนายยงยุทธ ก็เป็นได้ ขณะที่นายสุนทร และนายมณเฑียร ไม่มีสิทธิที่จะต่อสู้คดีในศาลฎีกา กลับต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

สรุป ความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นจากที่ได้อธิบายรายละเอียดทั้ง ๓ กรณีข้างต้น ก็คือ ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน สิทธิของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่จะโต้แย้งมติของคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้น แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนวันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรมโดยไม่มีสิทธิโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น ในขณะที่ผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งภายหลังวันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑ กลับมีสิทธิโต้แย้งมติดังกล่าวในศาลฎีกาได้

 

บท บัญญัติที่เลือกปฏิบัติเช่นนี้จึงขัดกับหลักของความเสมอภาคของประชาชนภายใต้ กฎหมายอย่างชัดเจน และไม่เป็นธรรมต่อพรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตยที่กรรมการบริหารพรรคของตนมีสิทธิในการต่อสู้เพื่อ พิสูจน์ความบริสุทธิ์น้อยกว่าพรรคพลังประชาชน ถ้ายังปล่อยให้บทบัญญัติที่ไม่เป็นธรรมเช่นนี้คงอยู่ต่อไป ในอนาคตจะเป็นการเปิดโอกาสให้คณะกรรมการการเลือกตั้งช่วยเหลือ และกลั่นแกล้งพรรคการเมืองต่างๆ ได้ง่าย โดยตัดสินเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เป็นกรรมการ บริหารพรรคการเมืองที่ตนเองไม่ชอบก่อนครบกำหนด ๓๐ วันนับแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งนี้เพื่อปิดโอกาสมิให้ผู้ สมัครคนนั้นไปต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาล และนำไปสู่การยุบพรรคการเมืองนั้นได้อย่างรวดเร็ว

 

ขณะ เดียวกันก็จะถ่วงเวลาการตัดสินผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เป็นกรรมการบริหาร พรรคการเมืองที่ตนสนับสนุนหลังครบกำหนด ๓๐ วันเพื่อเปิดโอกาสให้ไปต่อสู้คดีในชั้นศาลได้ ก็จะสามารถยืดอายุของพรรคการเมืองพรรคนั้นออกไปได้อีกหลายเดือน ซึ่งถ้าเกิดพฤติกรรมเช่นนี้จริง จะเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้ง และพรรคการเมืองเป็นสถาบันสำคัญ

 

ประเด็น ต่อมา นอกจากกระบวนการเริ่มต้นของการพิจารณาคดียุบพรรคการเมืองจะก่อให้เกิดความ ไม่เสมอภาค และความไม่เป็นธรรมระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ แล้ว ยังไม่มีความโปร่งใส และไม่สามารถตรวจสอบได้ กล่าวคือ รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติให้กรรมการการเลือกตั้ง และผู้พิพากษาในศาลฎีกาต้องเขียนคำวินิจฉัยส่วนตนแล้วประกาศในราชกิจจา นุเบกษา หรือเผยแพร่ผ่านสื่อสารมวลชน

 

ผล ที่ตามมาก็คือ สาธารณชนไม่มีโอกาสตรวจสอบแนวคิด การใช้เหตุผลในการพิจารณาสำนวนของกรรมการการเลือกตั้ง และผู้พิพากษาศาลฎีกาแต่ละคนว่าถูกต้อง เหมาะสม น่าเชื่อถือหรือไม่ เพียงใด ช่องว่างของรัฐธรรมนูญในประเด็นนี้จึงเป็นการเปิดโอกาสให้กรรมการการเลือก ตั้ง และผู้พิพากษาศาลฎีกาพิจารณาการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้สมัครตามอำเภอใจ และอาจเอื้อประโยชน์ให้พรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่งได้ตลอดเวลาโดยที่ไม่มีใครสามารถตรวจสอบ และวิพากษ์วิจารณ์ได้

 

ประเด็น ที่สาม นอกเหนือจากความไม่โปร่งใสเนื่องจากรัฐธรรมนูญมิได้บังคับให้เผยแพร่คำ วินิจฉัยส่วนตนของกรรมการการเลือกตั้ง และผู้พิพากษาศาลฎีกาแล้ว ยังมีความไม่โปร่งใสเกี่ยวกับตัวกรรมการการเลือกตั้ง และผู้พิพากษาศาลฎีกาอีกด้วย กล่าวคือ รัฐธรรมนูญได้มีบทบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖๑ วรรคหนึ่ง กำหนดให้ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณชน แต่สำหรับกรรมการการเลือกตั้ง และผู้พิพากษาศาลฎีกาที่ทำหน้าที่ในการคัดสรร กลั่นกรอง และตรวจสอบนักการเมืองกลับไม่ต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณชนเลยแม้ แต่บาทเดียว ทั้งๆ ที่อาจกล่าวได้ว่า ทั้งกรรมการการเลือกตั้ง และผู้พิพากษาศาลฎีกามีอำนาจมากกว่านักการเมือง และพรรคการเมือง เพราะเป็นผู้คุม และกำหนดชะตากรรมของนักการเมือง และพรรคการเมืองทั้งหลาย

 

หลัก การที่ถูกต้องก็คือ อำนาจที่สูงขึ้นต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่สูงขึ้นเช่นเดียวกัน เมื่อรัฐธรรมนูญบังคับให้นักการเมืองระดับชาติทุกตำแหน่งต้องเปิดเผยบัญชี ทรัพย์สิน ก็ควรบังคับให้ผู้ที่มีอำนาจคุม และกำหนดชะตากรรมของนักการเมือง และพรรคการเมืองซึ่งในที่นี้หมายถึง กรรมการการเลือกตั้ง และผู้พิพากษาศาลฎีกา ได้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของตนต่อสาธารณชนดุจเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อแสดงให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ใจ และความซื่อสัตย์สุจริตของกรรมการการเลือกตั้ง และผู้พิพากษาศาลฎีกาทุกท่าน ซึ่งจะส่งผลให้มติ และคำสั่งของท่านน่าเชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในสายตาของสาธารณชน

 

ยุบพรรคในครั้งแรกที่กระทำความผิดเหมาะสมหรือไม่?

 

จาก คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และบทบัญญัติในมาตรา ๒๓๗ วรรคสองของรัฐธรรมนูญ เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไปว่า ถ้ากรรมการบริหารพรรคทำผิด พรรคการเมืองนั้นจะต้องถูกยุบ และกรรมการบริหารพรรคทุกคนจะต้องถูกตัดสิทธิเลือกตั้งเป็นระยะเวลา ๕ ปีโดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ประเด็นที่ต้องพิจารณาก็คือ การลงโทษอย่างรุนแรงถึงขั้นยุบพรรคในครั้งแรกที่เกิดการกระทำความผิดใน ลักษณะนี้ เหมาะสมหรือไม่ จะมีทางเลือกอื่นใดที่จะลงโทษพรรคการเมืองนั้นในกรณีที่กรรมการบริหารพรรค ทุจริตการเลือกตั้ง รวมทั้งประเด็นที่ว่า กรรมการบริหารพรรคคนอื่นๆ สมควรถูกลงโทษตัดสิทธิทางการเมืองไปพร้อมกับกรรมการบริหารพรรคที่ทุจริตการ เลือกตั้งหรือไม่ อย่างไร

 

เบื้อง ต้น เราต้องตระหนักว่า พรรคการเมืองนั้นถือเป็นสถาบันที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาประชาธิปไตยในทุกๆ ด้าน เพราะฉะนั้น เราจึงควรช่วยกันทำให้พรรคการเมืองของประเทศไทยมีความเข้มแข็ง และเป็นประชาธิปไตย การยุบพรรคการเมืองบ่อยครั้งจะทำให้การพัฒนาพรรคการเมืองให้เข้มแข็ง และเป็นประชาธิปไตยนั้น ต้องหยุดชะงักลงตามไปด้วย อีกทั้ง การกระทำความผิดเพียงครั้งเดียวโดยคนเพียงคนเดียวแล้วต้องให้สมาชิกของพรรค การเมืองนั้นทุกคนต้องมีส่วนรับผิดชอบโดยไม่ให้โอกาสปรับปรุงแก้ไขนั้น ดูจะเป็นแนวความคิดที่ล้าสมัยไปแล้ว แม้แต่ในคดีอาญา ถ้าเป็นการกระทำความผิดครั้งแรก ศาลก็มักจะลดหย่อนผ่อนโทษ หรือรอการลงโทษไว้ก่อน ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้กระทำความผิดได้สำนึกในความผิดที่ตนเองได้ก่อ ขึ้น และกลับตัวกลับใจเป็นคนดีของสังคมอีกครั้งหนึ่ง

           

ใน กรณีของพรรคการเมืองก็เช่นเดียวกัน ในกรณีที่เป็นความผิดครั้งแรก รัฐธรรมนูญไม่ควรบังคับให้ต้องยุบพรรคทันทีเพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกของพรรค การเมืองนั้นได้เลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่แทน อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้สมาชิกของพรรคการเมืองนั้นได้เกิดสำนึกทางการ เมือง และเข้าไปมีบทบาทในการกำกับดูแล ตรวจสอบ พฤติกรรมของกรรมการบริหารพรรคอย่างเข้มข้นมากยิ่งขึ้น เพราะถ้าเกิดการทุจริตเลือกตั้งโดยกรรมการบริหารพรรคขึ้นเป็นครั้งที่ ๒ จะต้องถูกยุบพรรคอย่างแน่นอน เพราะได้สะท้อนให้เห็นแล้วว่า สมาชิกพรรคไม่สามารถใช้วิจารณญาณที่เหมาะสมเลือกบุคคลขึ้นมาดำรงตำแหน่ง กรรมการบริหารพรรคได้ รวมทั้งไม่สามารถควบคุม ตรวจสอบพฤติกรรมของกรรมการบริหารพรรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ พรรคการเมืองที่มีลักษณะเช่นนี้ก็ไม่สมควรที่จะดำรงอยู่ในประเทศไทยอีกต่อไป

 

ส่วน ประเด็นเรื่องกรรมการบริหารพรรคคนอื่นๆ สมควรจะต้องร่วมรับผิดชอบกับความผิดนี้ด้วยหรือไม่นั้น ก็ควรยึดแนวปฏิบัติเดียวกับการยุบพรรคการเมืองตามที่ได้อธิบายไปแล้ว แต่จะต้องมีเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า เมื่อเราปรับปรุงกระบวนการพิจารณาคดียุบพรรคตั้งแต่ต้นทางให้เป็นธรรมและ โปร่งใส เป็นที่ยอมรับได้ของทุกฝ่ายแล้ว ถ้าพรรคการเมืองต้องการแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าการกระทำความผิดนั้นเป็นความ ผิดเฉพาะตัว ไม่เกี่ยวข้องกับพรรค และกรรมการบริหารพรรคคนอื่นๆด้วยการประกาศยอมรับคำสั่งของศาล จากนั้นก็ดำเนินการเรียกประชุมขับกรรมการบริหารพรรคผู้กระทำการทุจริตออกจาก สมาชิกพรรค แล้วดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีบุคคลผู้นั้นทั้งทางแพ่ง และทางอาญา ให้ถือว่ากรรมการบริหารพรรคคนอื่นๆ มิได้มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำความผิดดังกล่าว และไม่ต้องถูกตัดสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา ๕ ปี

 

แต่ ในทางตรงกันข้าม ถ้ากรรมการบริหารคนอื่นๆ ของพรรคการเมืองนั้นแสดงพฤติกรรมปกป้องผู้กระทำความผิด และไม่ดำเนินการใดๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ให้ถือว่า กรรมการบริหารพรรคคนอื่นๆมีส่วนรู้เห็นกับการกระทำความผิด และต้องถูกลงโทษตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา ๕ ปี

 

อย่าง ไรก็ตาม แม้พรรคการเมืองนั้นจะได้แสดงออกตามกระบวนการทั้งหมดแล้ว แต่ถ้ามีการทุจริตเลือกตั้งเกิดขึ้นโดยกรรมการบริหารพรรคอีกเป็นครั้งที่ ๒ ย่อมแสดงให้เห็นว่า กรรมการบริหารพรรคการเมืองพรรคนั้นไร้ความสามารถในการป้องกันการทุจริตเลือก ตั้ง จึงไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะบริหารพรรคการเมือง และทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนได้ จะต้องถูกตัดสิทธิเลือกตั้งเป็นระยะเวลา ๑๐ ปีพร้อมๆ กับการถูกยุบพรรค

 

ข้อเสนอแนะในการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง


จากที่ได้นำเสนอรายละเอียดมาทั้งหมด จึงขอเสนอแนะให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ดังต่อไปนี้

 

๑. การพิจารณาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรไม่ว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาใดก็ตามควรเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลฎีกาทั้ง หมดเพื่อก่อให้เกิดความเสมอภาค และเป็นธรรมต่อผู้สมัครทุกคน และพรรคการเมืองทุกพรรค

๒. ควรบัญญัติให้กรรมการการเลือกตั้ง และผู้พิพากษาศาลฎีกาทุกคนเขียนคำวินิจฉัยส่วนตนเกี่ยวกับการเพิกถอนสิทธิ เลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วประกาศในราชกิจจา นุเบกษาเพื่อให้สาธารณชนสามารถตรวจสอบได้

 

๓. ควรบัญญัติให้กรรมการการเลือกตั้ง และผู้พิพากษาศาลฎีกาทุกคน เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของตนเอง คู่สมรส บุตร บุตรบุญธรรม ไม่ว่าจะบรรลุนิติภาวะแล้วหรือไม่ ให้สาธารณชนได้รับทราบเมื่อเข้ารับตำแหน่ง ระหว่างดำรงตำแหน่งทุก ๒ ปี และเมื่อพ้นจากตำแหน่ง

 

๔. ไม่ควรยุบพรรคการเมืองถ้าเป็นการกระทำความผิดในกรณีนี้เป็นครั้งแรก แต่ควรจะยุบถ้ามีการกระทำความผิดอีกเป็นครั้งที่ ๒

 

๕. ไม่ควรตัดสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคการเมืองคนอื่นๆ ในกรณีที่ประกาศยอมรับผลการตัดสินของศาล ขับไล่ผู้กระทำความผิดออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดทั้งทางแพ่ง และทางอาญา แต่ถ้ามีการกระทำความผิดโดยกรรมการบริหารพรรคอีกเป็นครั้งที่ ๒ ให้สั่งยุบพรรคการเมืองนั้น และตัดสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคทุกคนในขณะนั้นเป็นระยะเวลา ๑๐ ปี

 

หวัง ว่าข้อเสนอทั้งหมดนี้ จะได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ เพื่อสร้างบรรทัดฐานที่ดีงามในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขของประเทศไทยไปตราบนานเท่านาน


 
 

โดย : ประชาไท   วันที่ : 3/12/2551
neg2.jpg
 
ดาวน์โหลด
ปฏิทินงานสถาบัน
พบกับเราที่ Facebook
พบกับเราที่ Twitter
เว็บเครือข่าย
บลอกสันติวิธี
หนังสือฟรี
top
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี สำนักงานอธิการบดี ชั้น 2
มหาวิทยาลัยมหิดล 999 ถ.พุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170
โทรศัพท์: 0 2849 6072-5 โทรสาร: 0 2849 6075 อีเมล: pewww@mahidol.ac.th