Ortho TriCyclen-LO

arrow หน้าแรก Wednesday, 02 December 2020  
 
<---ตั้งแต่ ก.ค. 54 ศูนย์ฯสันติวิธีและศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาฯ ได้เปลี่ยนแปลงชื่อหน่วยงานเป็น "สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา(สสมส.)"แล้ว
Search this site
จุลสารสานสันติ
ลุ่มน้ำสายบุรี
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 4142659
ผู้เยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

กรอบโครงความคิดในการปฏิบัติการร่วมทางการเมือง:กรณีพันธมิตรฯ PDF พิมพ์ ส่งเมล

 กรอบโครงความคิดในการปฏิบัติการร่วมทางการเมือง (Collective Action Frames):

กรณีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)

อุเชนทร์ เชียงเสน

 อ่านฉบับเต็มในรูปแบบไฟล์ PDF

ลูกๆ นักศึกษาที่รัก พวกเราต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน ลูกๆทุกสถาบัน จะต้องเป็นกำลังของประเทศชาติ ไม่กระทรวงใดก็กระทรวงหนึ่ง ไม่ภารกิจใดก็ภารกิจหนึ่ง ในอนาคตอย่างแน่นอน แล้ววันนี้ผมรู้สึกย้อนรอยเหมือนเหตุการณ์ 14 ตุลา เมื่อนักเรียนอาชีวะ นักเรียนช่างกลมา เดี่ยวใครจะมาตี มาเลย ไอ้ นรก นปก. มาเลย เดี่ยวให้ลูกหลายแสดงฝีมือบ้าง มั้น [ลากเสียงยาว] มันมืออยู่ [มา]นานแล้ว ลูกหลานเฮ้ย [ลากเสียงยาว] ตีคนเลว ตีคนชั่ว ไม่บาป

                                                                                                สมศักดิ์ โกศัยสุข

แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

5 กันยายน  2551

ผู้ดำเนินรายการ1: คือในเมื่อมันสามารถตั้งขบวนการซ้ายอกหักรุ่นใหม่ขึ้นมาได้เนี่ย เราจะตั้งขบวนการเสรีไทย คือ ขบวนการชูพระมหากษัตริย์รุ่นใหม่ได้มั้ย คือ สมัยก่อนเสรีไทยนี่มีหน้าที่ทั้งเล่นงานลับหลัง ทั้งส่งข่าวทั้งอะไรเนี่ยนะฮะ พวกเราว่าเป็นไปได้มั้ย มาลอบกระทืบโชติศักดิ์ลับหลัง...ไปลอบฆ่าไอ้พวกนี้เนี่ย...

ผู้ดำเนินรายการ1: มันต้องได้หมดแหละ โชติศักดิ์กินอะไร มันต้องเจอคนวางยาพิษไง โชติศักดิ์เดินไปทางไหน อ้าวจริงๆ คือผมรู้สึกว่ามันรับไม่ได้อีกต่อไปแล้วไง.....

สายจากทางบ้าน : พี่เห็นด้วยที่จะก่อตั้งขบวนการเสรีไทย ไอ้พวกนี้มันใช้ไม่ได้ ไม่ต้องสนใจมันแล้ว เพราะฉะนั้นเราใช้กฎหมายกับมันไม่ได้ ผมอยากจะให้คุณต่อพงษ์นำเลยแหละ ผมจะเอาด้วยคน เจอที่ไหนฆ่ามันทิ้ง อย่าเอาไว้ เพราะอย่างนี้เกินไปแล้ว ...   

                                                                                                รายการ Metro life

 FM 97.75  คลื่นยามเฝ้าแผ่นดิน

ดำเนินรายการโดย ต่อพงษ์ เศวตามร์, วริษฐ์ ลิ้มทองกุล และ อำนาจ เกิดเทพ

29 เมษายน 2551

การเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เพื่อต่อต้าน/โค่นล้ม “ระบอบทักษิณ” (รอบแรก) และรัฐบาล “นอมินี/หุ่นเชิด/สมุนรับใช้” และสถาปนา “การเมืองใหม่”[ตามคำนิยามของเขา] (รอบที่สอง) ที่เริ่มในต้นปี 2549 และดำเนินการมาถึงปัจจุบัน ไม่ว่าการเคลื่อนไหวนี้จะจบลงอย่างไร ถือได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ทางการเมือง การเคลื่อนไหวที่สำคัญมาก ในรอบ 15 ปี หลังเหตุการณ์พฤษภา 35 ทั้งในแง่ผลสะเทือนหรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหว, การระดมทรัพยากร ผู้เข้าร่วมขบวนการ, ยุทธศาสตร์/ยุทธวิธี และนวัตกรรมทางการเคลื่อนไหว ฯลฯ

ดังนั้น สำหรับการศึกษาขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับข้อเรียกร้องและ/หรือ แนวทาง/วิธีการการเคลื่อนไหวหรือไม่ก็ตาม การเคลื่อนไหวของพันธมิตร ฯ นั้นเป็น ”พื้นที่อันอุดม” ที่จำเป็นต้องศึกษาค้นคว้า วิจัย สร้างองค์ความรู้ในมิติต่างๆ อย่างละเอียดรอบต่อไปในอนาคต แต่เนื่องจากการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ มีขอบเขตของการกระทำ ระยะเวลา และตัวแสดง/ผู้มีส่วนร่วมในระดับต่างๆ ที่กว้างขวาง มีพลวัต/การผันแปรตลอดเวลา และมีองค์ประกอบต่างๆ ที่สลับซับซ้อน ก็ยิ่งทำให้การศึกษาทำความเข้าใจมีความยุ่งยากและสลับซับซ้อนมากขึ้น

ความพยายามในการศึกษาทำความเข้าใจพันธมิตรฯ นี้เริ่มต้นจากปัญหาสำคัญที่ผู้เขียนประสบด้วยตนเอง 3 ประการ คือ

ประการแรก เกี่ยวเนื่องกับข้อความข้างต้นที่ยกมา ข้อความแรก สำคัญเพราะเป็นของนายสมศักดิ์ โกศัยสุข ที่อ้างว่าทั้งชีวิต ตนเองได้อุทิศตนเพื่อ “ผู้ใช้แรงงาน”“คนยากจน” มาโดยตลอด และเป็นที่นับหน้าถือตาของผู้คนในขบวนการแรงงาน ขณะที่ข้อความที่สอง สำคัญเพราะเป็น “การระดมความเห็น” ออกอากาศสดๆ ทางรายการวิทยุ ว่าจะ “จัดการ” กับนายโชติศักดิ์ อ่อนสูง ผู้ไม่ยืนตรงเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์ ที่ “ถ้าเป็นเมื่อ 20-30 ปีก่อน ผมคิดว่าประชาชนจะช่วยกันรุมประชาทัณฑ์โชติศักดิ์จนตายนะฮะ คือ โชติศักดิ์จะต้องถูกแขวนคอ” อย่างไร ทั้งนี้ ไม่มีความสงสัยในความเป็น “คนดี”“มีคุณธรรม” ของเจ้าของข้อความ แต่ประการใด แต่คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในใจ คือ เมื่อพวกเขาเป็นคนดี เต็มเปี่ยมด้วยคุณธรรมแล้ว สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

ประการที่สอง ทั้งสองกรณีเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข เป็น 1 ใน 5 แกนนำ ขณะคลื่น “ยามเฝ้าแผ่นดิน” เป็นสื่อในเครือผู้จัดการ ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของพันธมิตรฯ (ผู้ดำเนินรายการในวันดังกล่าวท่านหนึ่งเป็นบุตรชายของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำอีกคนหนึ่ง) ที่แน่นอนย่อมมีบทบาทสำคัญในพันธมิตรฯ ดังนั้นคำถามที่ตามมาคือ ในขบวนการเคลื่อนไหว “เพื่อประชาธิปไตย” ที่ “สันติ”“อหิงสา” เกิดสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร

ประการที่สาม เกี่ยวข้องกับการศึกษาการเคลื่อนไหว  ขณะที่พันธมิตรฯ เอง ประกาศย้ำบนเวทีการชุมนุมเสมอว่า “พันธมิตรฯ ไม่ใช่ 5 แกนนำ” แต่เมื่อเกิดการกระทำที่เป็น “ปัญหา” หรือเกิดความรุนแรงจากการกระทำของผู้คนที่อยู่ในขบวนการฯ แม้กระทั่งของแกนนำบางคน ก็จะถูกปฏิเสธโดยทันทีว่าเป็นเรื่อง “ส่วนตัว” ของคนนั้นๆ ไม่เกี่ยวข้องกับพันธมิตรฯ อย่างที่นายพิภพ ธงไชย แกนนำ แนะนำว่า “คุณต้องดูคำแถลงมากกว่า คำแถลงก็คือการเห็นร่วม แต่การพูดโดยส่วนตัวก็เป็นความเห็นส่วนตัว”ดังนั้น คำถามสำคัญที่ตามมา และเป็นคำถามหลักของบทความนี้  คือ เราจะเชื่อมโยงการเคลื่อนไหวมีขอบเขตของการกระทำ ระยะเวลา ตัวแสดงที่กว้างขวาง และองค์ประกอบที่ซับซ้อนนี้เข้าด้วยกันได้อย่างไร

 บทความนี้ มิได้พยายามที่จะตอบคำถามทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น  แต่พยายามทำความเข้าใจพันธมิตรฯ โดยเน้นเฉพาะรอบที่สอง ผ่านกรอบโครงความคิดเพื่อการปฏิบัติการร่วมทางการเมือง (Collective action frames) ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของขบวนการเคลื่อนไหว โดยแนวความคิดในการศึกษาขบวนการเคลื่อนไหวนี้ ริเริ่มและพัฒนาโดย เดวิด สโนว์ (David Snow),โบเบิร์ต เบนฟอร์ด (Robert  Benford) และคนอื่นๆ โดยจะแบ่งการนำเสนอออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ (1) ทบทวนข้อถกเถียงและแนวความคิดเรื่องกระบวนการสร้างกรอบโครงความคิดเพื่อการปฏิบัติการร่วมทางการเมือง (2) ทดลองนำเสนอกรอบโครงความคิดหลักของพันธมิตรฯ  3) ในตอนท้าย นำกรอบโครงความคิดดังกล่าวมาอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างสั้นๆ

 

1. กรอบโครงความคิดและขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม

การเข้าไปมีส่วนร่วมหรือสนับสนุนองค์กรการเคลื่อนไหว กิจกรรมและการรณรงค์ของประชาชน เป็นประเด็นสำคัญในการศึกษาขบวนการเคลื่อนไหวตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน แต่ เดวิด สโนว์ และคณะ (1986) เห็นว่า การวิเคราะห์การมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวที่มีอยู่ ซึ่งสามารถแยกเป็น 2 มุมมองหลัก คือ มุมมองด้านจิตวิทยา (Psychofunctional perspective) และการระดมทรัพยากร (Resource MobilizationPerspective) มีความข้อจำกัดร่วมกัน 3 ประการ

 

1) การละเลยการตีความปัญหาความเดือดร้อน/คับข้องใจและองค์ประกอบด้านความคิด (NEGLECT OF GRIEVANCE INTERPRETATIONA ND OTHER IDEATIONAL ELEMENTS)

เนื่องจากกรอบวิเคราะห์ด้านจิตวิทยามีสมมุติฐานว่า ความรู้สึกเดือดร้อน/คับข้องใจอย่างรุนแรงและการมีอารมณ์ที่อ่อนไหว เชื่อมโยงหรือนำไปสู่การมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวอย่างอัตโนมัติ เหมือนดังแม่เหล็กที่ดูดกัน ทำให้ละเลยการตีความเหตุการณ์หรือประสบการณ์ในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมหรือการรณรงค์ของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม แต่เน้นไปที่ความเดือดร้อน/คับข้องใจของบุคคล และการแสดงออกทางจิตวิทยาสังคม  เช่น ความสูญเสีย ความแปลกแยก โดยละเลยข้อเท็จจริงที่ว่า ปัญหาความเดือดร้อน/ความคับข้องใจหรือความไม่พอใจเป็นผลมาจากการตีความที่แตกต่าง และการตีความนั้นเกิดขึ้นผ่านปัจเจกบุคคล และองค์กรการเคลื่อนไหวทางสังคม ขณะที่กรอบวิเคราะห์การระดมทรัพยากรก็หลีกเลี่ยงการตีความเช่นกัน โดยมีสมมุติฐานว่า ความเดือดร้อน/คับข้องใจที่จะระดมมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง คงที่ไม่ผันแปร  ดังนั้น ตามกรอบวิเคราะห์นี้ แม้จะมีปัญหาความเดือนร้อน/คับข้องใจดำรงอยู่ แต่เป็นเพียง “ปัจจัยจำเป็น”เท่านั้น ไม่ได้นำไปสู่การเคลื่อนไหวโดยอัตโนมัติอย่างการวิเคราะห์ในแบบแรก จึงเน้นและให้ความสำคัญกับกระบวนการะดมทรัพยากรซึ่งเป็น “ปัจจัยพอเพียง” ที่จะทำให้เกิดการกระทำรวมหมู่ได้

 

2) การมองการมีส่วนร่วมแบบหยุดนิ่ง (Static View of Participation)

 การมองการเข้าร่วมในขบวนการเคลื่อนไหวอย่างค่อนข้างหยุดนิ่งนี้ เกิดได้จากความเข้าใจผิดพลาดในหลายทาง ทางแรก คือ มองข้ามลักษณะที่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์/กิจกรรมของการเข้าร่วมการเคลื่อนไหว เนื่องจากเป็นการยากที่ปัจเจกบุคคลจะเข้าร่วมโดยตนเอง อย่างน้อยในครั้งตอนแรก และออกจะไม่ธรรมดามากที่ปัจเจกชนที่จะเสนอตัวร่วมกระทำในกิจกรรมหรือการรณรงค์โดยอุทิศเวลา พลังงาน และเงินตราของตน ดังนั้น การที่ปัจเจกบุคคลจะเข้าร่วมในกิจกรรมหรือสิ่งที่ปรากฏขึ้นใหม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องผลประโยชน์/ส่วนได้เสียของเขา ซึ่งการตัดสินใจนั้นมักขึ้นต่อการประเมินใหม่และการต่อรอง (reassessment and negotiation) จึงต้องมีการอธิบายและคิดเกี่ยวกับการเข้าร่วมเสียใหม่ และพัฒนาเหตุผลร่วมกันสำหรับสิ่งที่พวกเขากระทำหรือไม่กระทำ

ทางที่สอง คือ ขณะที่การสร้างคำอธิบายหรือทำความเข้าใจการมีส่วนร่วมนี้อยู่ภายใต้กฎของการคิดคำนวณเหตุผล (rational calculus) แต่เหตุผลในการมีส่วนร่วมไม่ได้เป็นสิ่งที่เป็นอิสระ/ปัจเจกและไม่ขึ้นต่อเวลา แต่เป็นปรากฏการณ์การรวมหมู่และดำเนินการต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง (collective and ongoing phenomena) ดังนั้น การใช้วิธีการศึกษาที่มีแยกการมีส่วนร่วมออกจากเงื่อนไขและเครือข่ายที่เหตุผลถูกพัฒนาและเสริมแต่งขึ้น ทำให้ไม่เข้าใจพลวัตทางจิตวิทยาสังคม หรือเข้าใจการมีส่วนร่วมในฐานะที่เป็นปรากฏการณ์เชิงกระบวนการ (processual phenomenon)

 

3) การทำให้กระบวนการที่สัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมเป็นการทั่วไปมากเกินไป (Overgeneralization of Participation-Related Processes)

 กล่าวคือ ประสบกับความล้มเหลวในการอธิบายรายละเอียดเฉพาะ (specify) ของ กระบวนการที่สัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมที่หลากหลายที่ผันแปรไปตามขบวนการเคลื่อนไหว โดย จะอธิบายประเด็นเหล่านี้ในลักษณะทั่วไปจนเกินไป ราวกับว่ามีกระบวนการทางจิตวิทยาหรือโครงสร้างย่อยที่สำคัญเพียงอย่างสองอย่างที่อธิบายการมีส่วนร่วมได้ในทุกขบวนการ โดยไม่สนใจลักษณะที่แตกต่างในด้านเป้าหมาย โครงสร้างองค์กร และฝ่ายตรงกันข้ามของขบวนการเคลื่อนไหว

 

 การถกเถียงของเดวิด สโนว์ และคณะนี้ ไม่ใช่เรื่องการมีอยู่หรือไม่มีอยู่ของปัญหาความเดือดร้อน/คับข้องใจ แต่เป็นเรื่องลักษณะที่ความขัดข้องใจถูกตีความ/อธิบาย การเกิดขึ้นและการกระจายตัวของการตีความเหล่านั้น ซึ่งสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับการทำความเข้าใจการทำงานขององค์กรการเคลื่อนไหวทางสังคม การเกิดและการเข้าร่วมในกิจกรรม เนื่องจากองค์กรการเคลื่อนไหวทางสังคม และกิจกรรมขององค์กร ไม่เพียงกระทำบนโลกหรือส่วนหนึ่งของโลกที่อยู่ภายนอก โดยการพยายามเรียกร้องการยินยอมพร้อมใจของกลุ่มเป้าหมาย แต่ต้องใส่กรอบความคิด (frame) ให้โลกภายนอกที่พวกเขากำลังกระทำอยู่ด้วย มากกกว่านั้น การกระทำทางยุทธศาสตร์ที่ดำเนินการโดยองค์กรเคลื่อนไหวทางสังคม ความพยายามที่จะได้มาซึ่งทรัพยากร การทำงานได้ของขบวนการเคลื่อนไหว ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากการตีความของขบวนการ  ดังนั้น การเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับกระบวนการมีส่วนร่วม ต้องให้ความใส่ใจอย่างใกล้ชิดต่อการตีความปัญหาความเดือดร้อน/คับข้องใจ และเกี่ยวกับการอุดมการณ์ เช่น คุณค่า ความเชื่อที่สนับสนุน

ทั้งนี้ เดวิด สโนว์ และคณะ เห็นว่าในการศึกษาจำเป็นต้องเชื่อมโยงทั้งปัจจัยทางด้านจิตวิทยาสังคมและปัจจัยเชิงองค์กร/โครงสร้าง หรือเชื่อมโยงทั้งสองกรอบวิเคราะห์เข้าด้วยกัน ทำให้เขาได้พัฒนาแนวคิดเรื่องกระบวนการสร้างกรอบโครงความคิด (Framing alignment processes/Framing processes) ขึ้นมา โดยการหยิบยืมแนวคิดจาก Frame Analysis  (1974) ของ Erving Goffman ที่อธิบายว่า กรอบความคิด (frames) คือ กรอบการตีความที่ทำให้ปัจเจกสามารถกำหนดจุดยืนและพื้นที่ของตนเอง, การทำความเข้าใจ  ระบุ  และนำเสนอสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของชีวิตของพวกเขาและโลกภายนอกต่อสังคมได้อย่างมีอิสระ กรอบความคิดจะทำให้เหตุการณ์และสิ่งที่เกิดขึ้นมีความหมายสำคัญ และทำหน้าที่ในการจัดตั้ง/รวบรวมประสบการณ์และนำทางการกระทำ

 

กรอบโครงความคิดเพื่อการปฏิบัติการร่วมทางการเมือง (Collective action frames)

เดวิด สโนว์ และ โรเบิร์ต เบนฟอร์ด (2000) เสนอว่า การสร้างกรอบโครงความคิด เป็นการสร้างกรอบความหมาย (meaning work) ; “การต่อสู้และแข่งขันในการผลิตความคิดและความหมายในการระดมทรัพยากรเพื่อต่อสู้และแข่งขันกับขั้วตรงข้ามของขบวนการเคลื่อนไหว (the struggle over the production of mobilizing and countermobilizing ideas and meanings)” ซึ่งจากมุมมองนี้ ขบวนการเคลื่อนไหวไม่ได้เป็นผู้ส่งต่อ (carriers) ความคิดและความหมายที่ดำรงอยู่แล้วในสังคมและโครงสร้างที่ถูกจัดระเบียบแล้ว (structural arrangements)  เงื่อนไขและเหตุการณ์ที่ไม่คาดหมายมาก่อน (unanticipated events) หรืออุดมการณ์ที่ดำรงอยู่ แต่เป็นตัวแสดงในขบวนการเคลื่อนไหวที่เป็นกลุ่มตัวแทนที่มีความตื่นตัวในการพยายามผลิต สร้าง และรักษากรอบความหมาย (signifying agents) ในการเคลื่อนไหว สำหรับทั้งสมาชิกและกลุ่มเป้าหมายของขบวนการ (constituents) คู่ต่อสู้ หรือขั้วตรงข้ามของขบวนการเคลื่อนไหว (antagonist) กลุ่มคนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจเข้าร่วมขบวนการ (bystanders) และกลุ่มที่คอยสังเกตการณ์การเคลื่อนไหว (observer)   ดังนั้น ขบวนการทางสังคมจึงเกี่ยวข้อง พัวพันกับการเมืองของการให้ความหมาย  (the politics of signification)  โดยผลผลิตของกระบวนการนี้ เรียกว่า กรอบโครงความคิดเพื่อการปฏิบัติการร่วมทางการเมือง (Collective action frames)

  กรอบโครงความคิดในการปฏิบัติการร่วมทางการเมืองนี้ จะทำหน้าที่ในการตีความ ทำให้รูปการของโลกภายนอกง่ายต่อการเข้าใจ/ไม่สลับซับซ้อน (simplifying) และเข้มข้น (condensing) ขึ้น ในการระดมทรัพยากรและแรงสนับสนุนจากสมาชิกผู้ร่วมจุดหมายเดียวกัน  สมาชิกผู้สนับสนุน เก็บรวมรวบการสนับสนุนจากกลุ่มคนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจเข้าร่วมขบวนการ   กลุ่มผู้สังเกตการณ์ และทำลายการระดมจัดตั้งของฝ่ายศัตรู (to demobilize antagonists)   ดังนั้น กรอบโครงความคิดเพื่อการปฏิบัติการร่วมทางการเมือง จึงเป็นชุดความเชื่อและความหมายที่นำไปสู่ปฏิบัติการ (action-oriented sets of beliefs and meanings) ที่ดลใจและให้ความชอบธรรมต่อกิจกรรมและการรณณรงค์ขององค์กรการเคลื่อนไหวทางสังคม ทั้งนี้ “กรอบโครงความคิดเพื่อการปฏิบัติการร่วมทางการเมืองไม่ได้เป็นการรวบรวมเจตคติและการรับรู้ของปัจเจกเท่านั้น แต่เป็นผลของการต่อรองความหมายที่มีร่วมกัน”

 กรอบโครงความคิดถูกประกอบขึ้นเนื่องจากสมาชิกผู้เข้าร่วมขบวนการต้องจัดการ/ต่อรอง (negotiate) เรื่องความเข้าใจเงื่อนไขหรือสถานการณ์ปัญหาบางอย่างร่วมกันที่พวกเขานิยามว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง, สร้างลักษณะการพิจารณากล่าวโทษว่าใครหรืออะไรที่จะต้องถูกโยนความผิดให้, อธิบายชุดการจัดการที่เป็นทางเลือก และกระตุ้นผู้อื่นให้ลงมือกระทำร่วมกันเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดย เดวิด สโนว์ และ โรเบิร์ต เบนฟอร์ด แยกองค์ประกอบงานสร้างกรอบโครงความคิดที่เป็นแกนหลัก (core framing tasks) เป็น 3 ส่วนคือ  (1) การสร้างกรอบโครงความคิดวิเคราะห์/วินิจฉัย (diagnostic framing) คือ การวิเคราะห์ ระบุ และอธิบายผลของปัญหา (2) การสร้างกรอบโครงความคิดเยียวยารักษา (prognostic framing) (3) การสร้างกรอบโครงความคิดจูงใจ (motivational framing)

 

 อ่านฉบับเต็มในรูปแบบไฟล์PDF


neg5.jpg
 
ดาวน์โหลด
ปฏิทินงานสถาบัน
พบกับเราที่ Facebook
พบกับเราที่ Twitter
เว็บเครือข่าย
บลอกสันติวิธี
หนังสือฟรี
top
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี สำนักงานอธิการบดี ชั้น 2
มหาวิทยาลัยมหิดล 999 ถ.พุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170
โทรศัพท์: 0 2849 6072-5 โทรสาร: 0 2849 6075 อีเมล: pewww@mahidol.ac.th