Ortho TriCyclen-LO

arrow หน้าแรก Wednesday, 02 December 2020  
 
<---ตั้งแต่ ก.ค. 54 ศูนย์ฯสันติวิธีและศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาฯ ได้เปลี่ยนแปลงชื่อหน่วยงานเป็น "สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา(สสมส.)"แล้ว
Search this site
จุลสารสานสันติ
ลุ่มน้ำสายบุรี
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 4142690
ผู้เยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

กระบวนการสมานฉันท์ PDF พิมพ์ ส่งเมล

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11300 มติชนรายวัน


กระบวนการสมานฉันท์


โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

Image


นัก ปราชญ์กรีกท่านหนึ่งกล่าวว่า กฎหมายทุกฉบับย่อมเพิ่มอาชญากรขึ้น แต่นักปราชญ์ท่านนั้นจะต้องหน้าหงาย เมื่อเผชิญกับกฎหมายฉบับใหม่ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพราะกฎหมายฉบับนี้จะลดอาชญากรลง

เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่คนไทย และเทศทั่วโลกว่า สนามบินในเมืองไทยจะไม่ถูกฝูงชนยึดและปิดอีกอย่างแน่นอน คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายใหม่ ซึ่งจะให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสนามบิน ในการจับกุมและควบคุมตัวบุคคลที่ก่อปัญหาในเขตสนามบินไว้ เพื่อส่งแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจภายใน 24 ชั่วโมง และบุคคลผู้นั้นจะถูกปรับเป็นเงิน 500-10,000 บาท แล้วแต่กรณี

ความ ไม่เชื่อมั่นต่อความปลอดภัยของสนามบินในเมืองไทยของผู้คนทั้งโลก ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะไม่มีกฎหมายปกป้องดูแลสนามบินในเมืองไทย แต่เกิดขึ้นเพราะไม่มีการบังคับใช้กฎหมายจำนวนมากมายหลายฉบับเหล่านั้นกับ กลุ่มคนบางหมู่บางเหล่าต่างหาก

ซ้ำร้ายกว่านั้น เมื่อสุวรรณภูมิและดอนเมืองถูกยึดและปิด เจ้าพนักงานซึ่งมีอำนาจตามกฎหมาย ก็ป้องกันและจัดการการยึดและปิดสนามบินอย่างไร้ประสิทธิภาพ หรือเจ้าพนักงานบางหน่วยขัดคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและศีลธรรมอันดีของผู้ บังคับบัญชา ในการให้ความร่วมมือกับตำรวจในการป้องกันมิให้สนามบินถูกยึด

จน ถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีการสอบสวนเพื่อเรียนรู้ว่า มาตรการเพื่อป้องกันสนามบินผิดพลาดตรงไหนและอย่างไร และไม่มีการสอบสวนเพื่อเอาผิดเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วย กฎหมายของรัฐบาล

ในสภาพอนาธิปไตยเพราะกฎหมายกลายเป็นเศษกระดาษ ฝูงชนจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อยึดทำเนียบรัฐบาลหรือสนามบินเมื่อใดอีกก็ได้ หากการวางแผนลับทางการเมืองของกลุ่มชนชั้นนำตกลงกัน ที่จะนำเอาสภาพอนาธิปไตยกลับคืนมาเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตน

จะ มีบุคคลที่มีเหตุผล (sensible) คนใดในโลกนี้เชื่อมั่นว่าสนามบินในประเทศไทยปลอดภัย เหตุใดกฎหมายใหม่จึงจะปลอดพ้นจากการถูกย่ำยีเหมือนกฎหมายที่มีอยู่แล้ว

ทั้ง รัฐบาลนี้และรัฐบาลที่ผ่านมาแล้วชอบพูดถึงความปรองดองและความสมานฉันท์ แต่จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ไม่สู้จะให้ความสำคัญ ขอแต่ได้พูดถึงเท่านั้นก็เหมือนว่าอาจเกิดขึ้นได้โดยอัตโนมัติ

ความสมานฉันท์นั้นเกิดขึ้นได้ด้วยความเจ็บปวดของทุกฝ่าย ถ้าไม่อยากหรือไม่กล้าผ่านความเจ็บปวด ไม่มีสังคมใดบรรลุความสมานฉันท์ได้จริง

การ เอาผิดผู้กระทำผิด ทั้งแกนนำที่ยึดสนามบินและเจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่เพื่อให้สังคมได้แก้แค้นคนเหล่านั้น แต่การดำเนินคดีอย่างจริงจังก็เพื่อจะทำให้ความจริงปรากฏ สมานฉันท์เริ่มต้นที่ความจริง ไม่ใช่การลืม ฉะนั้นต้องไม่พยายามกลบเกลื่อนความจริง และกระบวนการกฎหมายที่เป็นธรรมเท่านั้น ที่จะนำความจริงให้ปรากฏว่าใครทำและไม่ทำอะไรบ้าง ด้วยเหตุผลอะไร

ก่อน จะมาถึงการให้อภัย ผู้ผิดยังต้องสำนึกผิดก่อน โดยปราศจากความจริงที่ปรากฏชัดเจน ผู้กระทำผิดจะไม่สำนึกผิด และต้องเน้นเป็นพิเศษคือสำนึกผิดไม่ใช่การแก้ตัว เพราะสำนึกผิดคือยอมรับว่าความผิดอยู่ที่ตัว ในขณะที่การแก้ตัวคือการผลักให้ความผิดเป็นของคนอื่น ตราบเท่าที่ยังเต็มไปด้วยการแก้ตัว กระบวนการก็ไม่นำไปสู่การให้อภัย และแน่นอนย่อมไปไม่ถึงสมานฉันท์

กระบวนการสำนึกผิด ไม่ได้จำกัดแต่เพียงฝ่ายใดฝ่ายเดียว ความผิดที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องใหญ่โตซับซ้อนเกินกว่าฝ่ายเดียวจะทำให้เกิด ขึ้นได้ แต่มีฝ่ายที่อยู่เบื้องหลังอีกมากที่ร่วมในการทำความผิด ซึ่งต้องดึงมาร่วมสำนึกผิดด้วย ใช่แต่เท่านั้น คู่ตรงข้ามของฝ่ายที่ทำผิดด้วยการยึดสนามบินก็ใช่จะปลอดพ้นจากการร่วมในความ ผิดโดยทางอ้อมด้วย หากการเสาะหาความจริง กระทำอย่างกว้างขวางและซับซ้อน แต่เป็นธรรมเพียงพอ ก็จะพบว่าสิ่งที่เกิดในประเทศไทยในสามปีที่ผ่านมา มีผู้ที่ร่วมรับผิดชอบหลากหลายกลุ่ม รวมทั้งมีต้นตอทางสังคมที่อยู่นอกเหนือการกระทำของบุคคลด้วย (ซึ่งจะกล่าวถึงข้างหน้า)

หากสองขั้นตอนในกระบวนการสมานฉันท์ดัง กล่าวดำเนินมาอย่างถูกต้องเช่นนี้ การให้อภัยเป็นเรื่องง่าย เพราะถึงอย่างไรเราก็เป็นพลเมืองร่วมสังคมเดียวกัน มีอะไรที่เหมือนกันมากกว่า (หรือไม่น้อยไปกว่า) อะไรที่ต่างกัน และที่สุดถึงที่สุด เราแยกกันอยู่ไม่ได้

แต่การเรียกร้องสมานฉันท์ ด้วยการลืม, การแก้ตัว และการให้อภัย เป็นแต่เพียงการเยาะเย้ยเหยียดหยันความสมานฉันท์เท่านั้น เพราะตราบเท่าที่ยังไม่อยากหรือไม่กล้าเผชิญความเจ็บปวด กระบวนการสมานฉันท์ที่แท้จริงย่อมเกิดขึ้นไม่ได้

กระบวนการสมานฉันท์ ต้องนำมาซึ่งสติปัญญาที่จะทำให้มองเห็นรอยร้าวที่ฝังลึกอยู่ในสังคม -เศรษฐกิจไทยด้วย ตราบเท่าที่รอยร้าวนี้ยังดำรงอยู่ ความแตกร้าวถึงขั้นแบ่งฝักแบ่งฝ่ายออกสัปประยุทธ์กันด้วยคมหอกคมดาบ ย่อมต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และรอยร้าวที่สำคัญซึ่งต้อง สมานให้ได้ ก็คือความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจของประชากร ซึ่งนับวันก็ยิ่งถ่างห่างกันมากขึ้นทุกที (แม้แต่ในความแตกร้าวที่ผ่านมา ก็พอมองเห็นผลของความไม่เท่าเทียมนี้ในหลายลักษณะ) นโยบายพัฒนาของไทยเองที่ล้มเหลวในการพัฒนาคนและการกระจายรายได้ จนทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ (แม้ได้กลายเป็นคนชั้นกลางระดับล่างไปแล้ว) ขาดโอกาสที่เท่าเทียมทางการเมืองและการพัฒนา


Image

อดีตรองศาสตราจารย์สมบูรณ์ ศิริประชัย สรุปความไม่เท่าเทียมทางการเมืองไว้ได้กระชับและตรงจุดที่สุดว่า

" รัฐไทยถูกคุมโดยสิ้นเชิงอยู่ภายใต้ชนชั้นปกครอง, ทหาร, กลุ่มผลประโยชน์ปลูกฝัง (ส่วนใหญ่เป็นเชื้อสายจีน) และข้าราชการ ซึ่งล้วนดูจะปล้นสะดมทรัพยากรไปถือครองโดยไม่ได้แบ่งส่วนกำไรพอสมควรให้แก่ พลเมือง ในแง่การศึกษา, การดูแลสุขภาพอนามัย, การจัดหาน้ำสะอาดหรือการอนามัย"

กระบวนการสมานฉันท์ที่แท้จริง ย่อมนำมาซึ่งความจริงข้อนี้ให้สังคมไทยได้ประจักษ์อย่างชัดเจน และสร้างแรงกดดันผู้ปกครองทั้งในปัจจุบันและอนาคต ให้วางมาตรการที่มีผลจริงในการบรรเทาความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจดังกล่าว

แน่ นอนว่าโอกาสเท่าเทียมทางการเมือง ไม่อาจเกิดขึ้นได้เพราะความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจได้รับการบรรเทาลงเท่า นั้น การประจักษ์ความจริงข้อนี้ของสังคมย่อมนำมาซึ่งการกดดันให้เปิดพื้นที่ทาง การเมืองให้กว้างพอแก่ผู้ด้อยโอกาสด้วย

พื้นที่สำคัญสามอย่างซึ่งต้องเปิดขึ้นแก่คนส่วนใหญ่เหล่านั้นคือ

1/ สื่อ ต้องสามารถนำมุมมอง, จุดยืน, ผลประโยชน์, และวิถีชีวิตของคนส่วนใหญ่ให้เป็นที่รับรู้ของสังคม การวางนโยบายสาธารณะจึงจะสามารถตอบสนองต่อสิ่งเหล่านั้นได้ ตราบเท่าที่สื่อเชิงธุรกิจยังมุ่งแต่จะตอบสนองต่อ"ลูกค้า"ของตน (ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยนิดเดียวของสังคม) โดยไม่ใส่ใจคนที่อยู่นอกตลาดสื่อเช่นนี้ สังคมไทยก็ไม่มีโอกาสเรียนรู้ว่า พี่น้องร่วมสังคมของตนมีชีวิตอยู่ในเงื่อนไขอะไร และโอกาสที่เท่าเทียมทางการเมืองจะช่วยเขาได้อย่างไร

ในที่สุดผู้คน ในตลาดของสื่อก็ได้แต่มองเห็นพี่น้องร่วมสังคมเหล่านั้นว่าเป็นผู้ไร้การ ศึกษา, โง่, จน และพร้อมจะขายเสียง จนเห็นว่าไม่ควรได้สิทธิประชาธิปไตยเท่าเทียมกับตน

2/ พรรคการเมืองไม่เป็นพื้นที่สาธารณะที่คนไทยทุกคนอาจเข้าถึงได้ พรรคการเมืองทุกพรรคเป็นของบุคคลคนเดียวหรือกลุ่มเดียวทั้งนั้น ในบางพรรคเจ้าของพรรคอาจปรากฏตัวให้เห็น ในบางพรรคก็ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลัง ประชาชนไทยจึงไม่อาจใช้พรรคการเมืองผลักดันนโยบายสาธารณะได้ "ไทยรัฐ" เป็นพื้นที่เปิดทางการเมืองให้แก่ประชาชนได้มากกว่าและกว้างกว่าพรรคการ เมืองทุกพรรค

เรายังไม่เคยมีพรรคการเมืองจริง มีแต่แก๊งการเมือง (จะยุบทิ้งเสียบ้างจึงไม่เป็นไร โดยเฉพาะถ้ายุบอย่างเป็นธรรม) จะต้องแก้รัฐธรรมนูญหรือแก้กฎหมายอย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดพรรคการเมืองที่แท้จริงขึ้นให้ได้

3/ พื้นที่อื่นๆ ซึ่งอาจใช้เป็นพื้นที่ทางการเมืองแก่คนส่วนใหญ่ได้ ก็ต้องขยายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสมาคม, องค์กร, สหภาพ, วัด, โรงเรียน, และการจัดองค์กรในหลายรูปลักษณ์



กระบวนการสมานฉันท์ไม่ใช่การบ้วน น้ำลายเล่น หากกล้าทำได้จริงจะเกิดผลดีตามมามากมาย ไม่แต่เพียงความปรองดองของคนในชาติ แต่รวมไปถึงการมองเห็นจุดอ่อนของสังคมตนเอง และมาตรการที่จะแก้ไขจุดอ่อนเหล่านั้นอย่างเป็นรูปธรรมด้วย


neg3.jpg
 
ดาวน์โหลด
ปฏิทินงานสถาบัน
พบกับเราที่ Facebook
พบกับเราที่ Twitter
เว็บเครือข่าย
บลอกสันติวิธี
หนังสือฟรี
top
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี สำนักงานอธิการบดี ชั้น 2
มหาวิทยาลัยมหิดล 999 ถ.พุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170
โทรศัพท์: 0 2849 6072-5 โทรสาร: 0 2849 6075 อีเมล: pewww@mahidol.ac.th