Ortho TriCyclen-LO

arrow หน้าแรก Wednesday, 02 December 2020  
 
<---ตั้งแต่ ก.ค. 54 ศูนย์ฯสันติวิธีและศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาฯ ได้เปลี่ยนแปลงชื่อหน่วยงานเป็น "สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา(สสมส.)"แล้ว
Search this site
จุลสารสานสันติ
ลุ่มน้ำสายบุรี
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 4142612
ผู้เยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

บทเรียนความผิดพลาดของประชาธิปัตย์กับไฟใต้ PDF พิมพ์ ส่งเมล
ดัชนี บทความ
บทเรียนความผิดพลาดของประชาธิปัตย์กับไฟใต้
หน้า 2

บทเรียนความผิดพลาดของประชาธิปัตย์กับไฟใต้

ayub's picture

ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ 

          สถานการณ์ความไม่สงบชายแดนภาคใต้ ซึ่งความรุนแรงเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องถึง 5 ปี ภายใต้การบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรีถึง 4 คน ซึ่งมีที่มาแตกต่างกัน และการพลิกเปลี่ยนทางการเมืองล่าสุดในช่วงปลายปี 2551 ที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กำลังเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 ซึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องกับปัญหาความไม่สงบที่ยืดเยื้อมานานนี้

          5 ปีของปัญหาไฟใต้ พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้าน ทำหน้าที่ตรวจสอบนโยบายการแก้ปัญหาของรัฐบาลอย่างเข้มข้น ดังนั้น เมื่อพรรคประชาธิปัตย์พลิกกลับมาเป็นผู้กำหนดแนวทางการแก้ปัญหา จึงถูกจับจ้องว่าจะทำให้สถานการณ์รุนแรงที่ผ่านมา 5 ปีนี้พลิกเปลี่ยนไปอย่างไร

          แต่หากมองย้อนกลับไปในอดีตถึงความเป็นพรรคการเมืองที่ครองพื้นที่ภาคใต้มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จะเห็นว่ากว่า 2 ทศวรรษนับแต่การเลือกตั้งในปี พ.ศ.2522 พรรคประชาธิปัตย์ อยู่ในฐานะผู้ใช้อำนาจรัฐมาโดยตลอด และช่วง 2 ทศวรรษดังกล่าว ประชาธิปัตย์ก็ทำความผิดพลาดมาไม่น้อยเช่นกัน ดังนั้นการเรียนรู้ทบทวนความผิดพลาดในอดีต เพื่อกำหนดแนวทางในปัจจุบัน ป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต จึงเป็นสิ่งที่น่าจะวิเคราะห์ศึกษากันอย่างจริงจัง

          อาจกล่าวได้ว่ารัฐบาลในอดีต ซึ่งแม้กระทั่งช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคร่วมรัฐบาลตั้งแต่ปี 2522 เป็นต้นมา มิได้มองปัญหาชายแดนภาคใต้ไกลไปกว่าโจทย์ การแบ่งแยกดินแดน' นโยบายการแก้ปัญหาจึงมุ่งเน้นไปในด้านการปราบปรามด้วยกำลัง มากกว่าการคำนึงถึง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์' ของผู้คนซึ่งมีอัตลักษณ์' ที่แตกต่างทั้งเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ ซึ่งหลายครั้งในอดีตที่นโยบายของรัฐที่ขาดความตระหนักต่อประเด็น ความรู้สึก'กลับสร้างปัญหา

          นโยบายของรัฐที่สร้างปัญหาต่อความรู้สึกของคนมลายูมุสลิมในพื้นที่ชายแดนภาคใต้อาทิ การสร้างสมดุลประชากรโดยการเคลื่อนย้ายอพยพคนจากภาคอื่นๆ เจ้ามาตั้งถิ่นฐาน การเปลี่ยนชื่อหมู่บ้าน สถานที่และชื่อคนจากภาษามลายู เป็นภาษาไทย นโยบายวางแผนครอบครัวด้วยการคุมกำเนิด การควบคุมสถาบันศึกษาปอเนาะ ซึ่งผลกระทบจากนโยบายเหล่านี้ก่อกระแสความไม่พอใจมานาน แต่ก็ถูกกดทับไว้ กระทั่งกระแสไม่พอใจปรากฏให้เห็นชัดครั้งแรกในปี 2528 เมื่อประชาชนมุสลิมในจ.สตูลลุกขึ้นมาประท้วงนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ สมัยที่นายมารุต บุญนาค นายสัมพันธ์ ทองสมัคร รัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยจากพรรคประชาธิปัตย์ มีคำสั่งให้ประดิษฐานพระพุทธรูปในโรงเรียนสังกัดกระทรวงศึกษาทั่วประเทศ ซึ่งหากเป็นพื้นที่ภาคอื่นปัญหานี้คงไม่ก่อกระแสไม่พอใจ แต่สำหรับพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ซึ่งประชากรกว่า 80 % นับถือศาสนาอิสลาม กระแสความไม่พอใจได้ปะทุขึ้นอย่างรุนแรง 

แม้นายสัมพันธ์ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะเดินทางมาชี้แจงต่อประชาชน และรับปากว่าจะยกเลิกคำสั่งดังกล่าวเฉพาะพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยนำพระพุทธรูปออกจากโรงเรียน แต่ก็เป็นข้อรับปากที่ไม่ได้รับการปฏิบัติ คำยืนยันต่อมาก็คือ เรื่องนี้เป็นนโยบายไปแล้วมิอาจยกเลิกได้

ผลพวงของการเพิกเฉยต่อกระแสเรียกร้องของประชาชนมุสลิมครั้งนั้นก็คือ จำนวนผู้ชุมนุมที่จ.สตูลจากที่เคยมีแค่ 2-3 พันคน เพิ่มขึ้นถึง 3 หมื่นคน จากประชาชนมุสลิมในจังหวัดใกล้เคียงที่เดินทางเข้ามาร่วมด้วยอย่างต่อเนื่อง มีการชุมนุมยืดเยื้อกว่า 4 เดือน รัฐบาลจึงมีคำสั่งโยกย้ายข้าราชการสังกัดสำนักงานประถมศึกษาจังหวัดสตูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้พ้นพื้นที่ จึงช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายลง แม้จะยังไม่มีการนำพระพุทธรูปออกจากโรงเรียนตามข้อเรียกร้อง

การชุมนุมครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ประชาชนมุสลิมชายแดนภาคใต้ ลุกขึ้นรวมตัวกันแสดงความไม่พอใจต่อนโยบายของรัฐอย่างชัดเจน ในขณะที่เหตุการณ์ชุมนุมที่จ.ปัตตานีในปี 2518 เป็นการลุกขึ้นมาประท้วงการใช้ความรุนแรงของรัฐ

แต่เหตุการณ์ครั้งนี้มิได้ให้บทเรียนใดๆ แก่รัฐบาล โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์เลย เพราะอีก 3 ปี ต่อมาเมื่อเกิดเหตุการณ์ประท้วงคำสั่งของวิทยาลัยครูยะลา ที่ห้ามนักศึกษาสตรีมุสลิม แต่งกายตามหลักศาสนา โดยใช้ผ้าคลุมศรีษะ หรือฮิญาบ เข้ามาในสถานศึกษา ในปี 2531 กระทรวงศึกษาธิการซึ่งทั้งนายมารุต และนายสัมพันธ์ สองรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์กำกับดูแล ก็ยังใช้วิธีซื้อเวลา โดยการมีคำสั่งผ่อนปรนให้จนถึงสิ้นปีการศึกษา แต่ข้อเรียกร้องของสังคมมุสลิม ที่ต้องการให้มีการรับรองการใช้สิทธิเสรีภาพ เพื่อปฏิบัติตามหลักศาสนา ขยายบายปลายออกไป กระทรวงศึกษาธิการจึงรับปากว่าจะแก้ไขพรบ.วิทยาลัยครู ให้อำนาจวิทยาลัยครูแต่ละแห่งกำหนดการแต่งกายของนักศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคม

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ความไม่พอใจของประชาชนมุสลิมขยายบานปลาย ก็มาจากท่าทีของคนในพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายไสว พัฒโน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฮิญาบว่า ไม่เห็นด้วยกับกระทรวงศึกษาธิการที่มีคำสั่งอนุโลมผ่อนปรน เพราะต้องว่ากันตามระเบียบวินัย

"เราต้องยืนยันบนหลักการนี้ ไม่ใช่เรื่องที่เราจะมาแบ่งแยกพวก สีสัน หรือหลักศาสนา ผมไม่แคร์ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับผม ผมไม่กลัว ขอให้เรายึดหลักเดียวกันให้เป็นเอกภาพก็พอ" เป็นคำให้สัมภาษณ์ของนายไสวในขณะนั้นซึ่งสร้างความไม่พอใจแก่มุสลิมทั่วไปเป็นอย่างมาก (มติชนรายวัน 16 ม.ค.2531)

กระแสความไม่พอใจที่พุ่งสูง ทำให้จำนวนผู้ชุมนุมเพิ่มมากขึ้นนับหมื่นคน ทำให้ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นมุสลิมในพื้นที่ ต้องออกมายืนข้างการเคลื่อนไหวของประชาชน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภายในของพรรคประชาธิปัตย์เองในฐานะเจ้าของพื้นที่ ก็มิได้มีเอกภาพที่จะมองปัญหาด้วยความเข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า นอกเหนือจากส.ส.มุสลิมซึ่งลุกขึ้นมาพูดแทนประชาชนแล้ว ประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคการเมืองไม่เคยทำหน้าที่เป็นตัวแทนของคนในพื้นที่เพื่อแก้ปัญหานี้แต่อย่างใด ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ขบวนการก่อความไม่สงบในปัจจุบันเชื่อมั่นในการใช้ความรุนแรง โดยปฏิเสธการต่อสู้ในระบบรัฐสภา

กรณีประท้วงฮิญาบทำให้นายเด่น โต๊ะมีนา ส.ส.ปัตตานี นายอารีเพ็ญ อุตรสินธ์ ส.ส.นราธิวาส นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ส.ส.ยะลา นานสมบูรณ์ สิทธิมนต์ ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ตัดสินใจลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2531 และในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นส.ส.ทำหน้าที่ตัวแทนของประชาชนในพื้นที่จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาสเลยแม้แต่คนเดียว

การแก้ปัญหาที่มุ่งเน้นแต่การปราบปราม ผนวกเข้ากับนโยบายรัฐที่สร้างผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนในพื้นที่ ยิ่งทำให้ปัญหาทับถมกันมากขึ้น ความรุนแรงยังคงเกิดขึ้นมาโดยตลอด ซึ่งการแก้ปัญหาของรัฐบาลก็ยังพ้นไม่พ้นแนวทางการใช้กำลังเข้ากดดันปราบปราม

ความรุนแรงชายแดนภาคใต้เพิ่มความถี่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงปลายปี 2540 เป็นต้นมา ซึ่งขบวนการก่อความไม่สงบตอบโต้ฝ่ายรัฐด้วยการประกาศจะสังหารเจ้าหน้าที่ให้ได้ 120 คน หลังนายอาลียา โต๊ะบาลา หัวหน้ากลุ่มบีอาร์เอ็นเขต 2 ถูกซุ่มโจมตีและถูกกับระเบิดเจ้าหน้าที่เสียชีวิต ในพื้นที่อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส เมื่อเดือนเมษายน 2540

คำประกาศดังกล่าวของขบวนการก่อความไม่สงบ รู้จักกันในชื่อ แผนใบไม้ร่วง'

เดือนพฤศจิกายนปีเดียวกันนี้ เกิดเหตุลอบวางระเบิดเสาตอม่อสะพานข้ามแม่น้ำปัตตานี บนถนนสายเบตง-ยะลา อ.บันนังสตา จ.ยะลา ขณะที่พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น เดินทางไปตรวจเยี่ยมในพื้นที่



neg5.jpg
 
ดาวน์โหลด
ปฏิทินงานสถาบัน
พบกับเราที่ Facebook
พบกับเราที่ Twitter
เว็บเครือข่าย
บลอกสันติวิธี
หนังสือฟรี
top
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี สำนักงานอธิการบดี ชั้น 2
มหาวิทยาลัยมหิดล 999 ถ.พุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170
โทรศัพท์: 0 2849 6072-5 โทรสาร: 0 2849 6075 อีเมล: pewww@mahidol.ac.th