Ortho TriCyclen-LO

arrow หน้าแรก arrow ถอดบทเรียนกิจกรรม arrow สัมภาษณ์ นายพร้อมศักดิ์ จิตจำ Wednesday, 02 December 2020  
 
<---ตั้งแต่ ก.ค. 54 ศูนย์ฯสันติวิธีและศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาฯ ได้เปลี่ยนแปลงชื่อหน่วยงานเป็น "สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา(สสมส.)"แล้ว
Search this site
จุลสารสานสันติ
ลุ่มน้ำสายบุรี
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 4142599
ผู้เยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สัมภาษณ์ นายพร้อมศักดิ์ จิตจำ PDF พิมพ์ ส่งเมล
ดัชนี บทความ
สัมภาษณ์ นายพร้อมศักดิ์ จิตจำ
หน้า 2

ถาม: ความเข้าใจในเรื่องของสันติวิธีของเราเป็นอย่างไร
ต้น
: ในเรื่องสันติวิธี ผมคิดว่าจากที่หานิยามของสันติวิธีแทบจะไม่เจอ  แต่ก่อนคิดว่าสันติวิธี คือ การไม่ใช้ความรุนแรงอย่างเดียว

แต่พอมาที่นี่ได้เรียนรู้ถึงหลักการ เข้าใจนิยามของสันติวิธีมากขึ้น ว่าสันติวิธี เป็นเครื่องมือที่จะไม่ดีที่สุด แต่มันใช้แก้ปัญหาเกี่ยวกับ 3 จังหวัดได้เยอะ และน่าจะดีกว่าวิธีอื่น ที่มีผลกระทบน้อย ทุกฝ่ายจะไม่เกิดความขัดแย้ง วิธีนี้ผมคิดว่าดี ทำให้ความรุนแรงลดลง  การเสียเลือดเนื้อ การที่คนไทยจะฆ่ากันเองนั้น คงน้อยลง

เหมือนบางครั้งที่ทำกิจกรรมไปกับพี่ทหาร ถามเขาว่าที่พี่มาที่นี่ พี่เคยยิงคนในพื้นที่บางไหม พี่บอกเคยยิง 2-3 คนแล้ว แล้วผมถามพี่ว่า รู้สึกยังไงที่ต้องยิงคนไทยด้วยกัน ที่ค่าความเป็นมนุษย์ของเขาเท่ากับเรา บางครั้งพี่เขาก็ไม่อยากจะทำ แต่เพราะคำสั่ง อำนาจจากข้างบน เขาไม่ได้มีความสุข ที่ต้องถือปืน ต้องมาอยู่ในพื้นที่ ต้องไปยิงใครต่อใคร ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝืนไม่ได้

ทำให้บางครั้ง ผมคิดว่าอำนาจหรือระบบใหญ่นั้น ไม่เคยลงไปในพื้นที่ ไม่เคยได้สัมผัส ว่าเขาเดือดร้อนยังไง ได้รับความทุกข์ยังไง มีแต่สั่งอย่างเดียว ถามเขาว่านักวิชาการบางครั้งลงไปพื้นที่จริงๆไหม ลงไปแค่มองแล้วก็เอาเอกสาร ให้นักศึกษา สัมภาษณ์

ถ้าไม่ได้ลงไปจริงๆ เราจะไม่รู้เลยว่า แบบสอบถามที่ให้ไปนั้น เขาขัดไม่ได้ ได้แต่ตอบๆๆไป แต่จริงๆความรู้สึกของเขา  เขาไม่ได้ถ่ายทอดออกมาแบบในแบบสอบถามนั้นเลย ขนาดไปอยู่เป็นอาทิตย์ยังได้อะไรน้อยมาก

ผมเคยไปอยู่ที่นราธิวาสเดือนหนึ่ง มันไม่ใช่ ไม่ได้เป็นแบบที่สื่อลง ผมเป็นพุทธแค่คนเดียว แล้วมีเด็กอีก 30 กว่าคน อยู่เดือนหนึ่ง เหมือนทุกคนเป็นพ่อแม่ เด็กที่ไปหลังๆก็เอาของไปให้น้องเขา พี่ๆก็วิ่งเข้ามากอด ความรู้สึกแบบนี้มันหาไม่ได้

แล้วก็ยังมีหลายเหตุการณ์ที่เจอ ผมคิดว่าผมเป็นหนี้คน 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพราะบางครั้งที่ผมไป ตกรถไม่มีรถกลับผมก็โบกรถ แล้วก็มีลุงเป็นมุสลิมกำลังบรรทุกวัวไปขาย ทั้งที่มีคนเยอะแยะ แต่ไม่มีใครจอด แต่ลุงคนนั้นจอดรถรับ แล้วก็พาไปเลี้ยงน้ำชา แล้วก็ยังพามาส่งอีก มันเป็นมิตรภาพ

สิ่งเหล่านี้ได้แปรเปลี่ยนผมจากความกลัวมันกลายเป็นพลัง การที่เราได้อยู่กับเขา ได้รับความช่วยเหลือ ทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นหนี้เขา เราไปเรียนในพื้นที่ เราหาประโยชน์ให้ตัวเอง แต่ในอีกมุมหนึ่ง ทำไมเราไม่ช่วยคนในพื้นที่ เป็นความตั้งใจที่อยากกลับไปช่วยเหลือคนในพื้นที่

 ถาม: คิดว่าจากค่ายนี้ เราสามารถนำอะไรไปใช้ในการลงพื้นที่ได้บ้าง
ต้น: เครื่องมือที่ค่ายนี้ให้ เช่น การสานเสวนา คิดว่าสิ่งเหล่านี้เอาไปพัฒนาคนในพื้นที่ได้ ไม่ต้องถึงขั้นว่าเราไม่ต้องไปจัดการความขัดแย้ง แต่เราอาจจะทำให้เขาเห็นว่าต้องทำแบบนี้นะ ไม่ใช่ว่าเราไปสอนเขา แต่เป็นการไปแนะนำให้เขาบ้าง

ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ไม่ใช่ผู้ใหญ่ แต่เป็นเด็กและเยาวชน สิ่งที่ทำได้ก็เป็นกิจกรรมต่างๆ สามารถไปสร้างให้เด็กๆในพื้นที่ได้ พัฒนาเขาตั้งแต่เด็ก อย่างตอนนี้ถามเด็กในโรงเรียนว่าใครเป็นคนไทยบ้าง เด็กยังไม่ยกมือเลย แต่ถ้าถามว่าใครเป็นคนมลายูบ้าง ยกมือกันหมด สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่าเราควรสร้างเด็กและเยาวชนขึ้นมา

เหมือนกับที่มาค่ายนี้ ค่ายเมล็ดพันธุ์สันติวิถี เมื่อเราเป็นเมล็ดพันธุ์ เราอยู่ในพื้นที่ เราก็ต้องสร้างเมล็ดพันธุ์รุ่นต่อๆไปขึ้นมา เมล็ดพันธุ์สันติวิถีก็เหมือนเมล็ดพันธุ์พืชที่ตกที่ไหน ถ้าเราดูแลรักษาให้ดีมันก็จะเจริญงอกงาม และผลิตดอกออกผล สร้างเมล็ดพันธุ์ใหม่ขึ้นมา เมื่อไรที่เมล็ดพันธุ์นั้นขยายพันธุ์ เด็กๆในพื้นที่ได้เรียนรู้สันติวิธี ปัญหาอาจจะแก้ได้ แต่ต้องใช้เวลา ต้องทะนุถนอมมัน

 

ถาม: หลังจากที่ได้มาอยู่ที่ค่าย ได้อยู่ร่วมกับเพื่อนที่หลากหลาย ได้เรียนรู้อะไรบ้างไหม

ต้น: ที่คิดว่าได้เยอะที่สุดที่ได้มาค่ายนี้ นอกจากวิชาการแล้ว ยังได้มิตรภาพความเป็นเพื่อน ความหลากหลาย มีเพื่อนที่มาจากชนเผ่า มาจากพม่า มาจาก3จังหวัดชายแดนใต้ ภาคกลาง มันแตกต่างกันทางด้านสภาพทางสังคม

อย่างที่เคยคิดว่าคน  3 จังหวัดชายแดนใต้ลำบากแล้ว คนภาคเหนือก็ต้องเผชิญปัญหา ก็ลำบากเหมือนกัน แต่เขาก็ยังมีการต่อสู้ ต่อสู้เพื่อชีวิตของตัวเอง

สิ่งที่เห็นคือสิ่งที่ทุกคนต้องการเหมือนกัน คือ สังคมแห่งสันติภาพ สังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข  แล้วก็ความหลากหลายทางวัฒนธรรม  ผมคิดว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่มาบั่นทอนวัฒนธรรม ทำลายชีวิตของคนในพื้นที่ ทุกคนประสบปัญหานี้หมดเลย สื่อที่เข้ามาทุนนิยมต่างๆ เข้ามาทำลายวัฒนธรรมของเขา ทำลายชีวิตความเป็นอยู่ ทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมา

ค่ายนี้ทำให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของเพื่อน สิ่งที่เราไม่เคยรู้ หลังจากจบค่ายนี้ไปแล้วอย่างหนึ่งที่ผมจะทำให้ได้ คือ ถ้ามีเวลาว่างจะขึ้นไปหาเพื่อนๆ ไปเรียนรู้ชีวิตของเขา ความเป็นอยู่ ไปช่วยทำกิจกรรม

ถาม: หากจะจัดค่ายนี้ในปีต่อไปคิดว่ามีอะไรที่ควรจะปรับปรุงไหม
ต้น
:
ที่เห็นก็คือน้องๆที่มาจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ เป็นน้องที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ผมไม่รู้ว่าทางศูนย์ฯที่ส่งมานั้น คิดว่าค่ายนี้เป็นค่ายเยียวยาหรืออะไร  เพราะดูเหมือนกับน้องที่มานั้น ไม่ค่อยได้อะไรเท่าไร บางกิจกรรมก็ไปสะกิดสิ่งที่เขาปิดกั้นตัวเองเอาไว้ น้องเขาก็ไม่มีความสุข

แล้วอีกอย่างคิดว่าค่ายนี้มีกิจกรรมเยอะ  แต่บางครั้งเราก็เรียนแต่ทฤษฎี แต่พอลงพื้นที่จริงเรากลับไม่ค่อยได้ใช้ในสิ่งที่เรียนมา มันไม่ค่อยได้ผลเท่าไร อยากให้ลงพื้นที่แล้วได้เอาสิ่งที่เรียนนั้นไปใช้จริงๆ

 ถาม: มีอะไรอยากจะฝากไว้ไหม
ต้น
: สิ่งที่ยึดมาตลอดในการทำงานในพื้นที่นั้น คือ เข้มงวดกับตัวเอง เป็นที่ได้จากการเรียนรู้ที่ได้เข้าไปอยู่ในป่ากับอดีตคอมมิวนิสต์

อีกสิ่งหนึ่งก็คือ หาจุดร่วมสงวนจุดต่าง ผมเชื่อว่าคนเรามีเป้าหมายอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน  อยากสร้างสันติภาพเหมือนกัน ไม่จำเป็นว่าคุณต้องเป็น พุทธ คริสต์ อิสลาม หรือนับถือสิ่งต่างๆ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ต้องการเหมือนกันคือ สังคมแห่งสันติภาพ



neg1.jpg
 
ดาวน์โหลด
ปฏิทินงานสถาบัน
พบกับเราที่ Facebook
พบกับเราที่ Twitter
เว็บเครือข่าย
บลอกสันติวิธี
หนังสือฟรี
top
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี สำนักงานอธิการบดี ชั้น 2
มหาวิทยาลัยมหิดล 999 ถ.พุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170
โทรศัพท์: 0 2849 6072-5 โทรสาร: 0 2849 6075 อีเมล: pewww@mahidol.ac.th