Ortho TriCyclen-LO

arrow Saturday, 20 September 2014  
 
<---ตั้งแต่ ก.ค. 54 ศูนย์ฯสันติวิธีและศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาฯ ได้เปลี่ยนแปลงชื่อหน่วยงานเป็น "สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา(สสมส.)"แล้ว
Search this site
จุลสารสานสันติ
ลุ่มน้ำสายบุรี
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 2576758
ผู้เยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

ส.ส. กับความเป็นผู้แทนปวงชนในรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ PDF พิมพ์ ส่งเมล

ส.ส. กับความเป็นผู้แทนปวงชนในรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ : ปัญหาของระบบเลือกตั้ง และการบังคับให้สังกัดพรรคกับปัญหาการแบ่งแยกอำนาจ 

โดย ปริญญา เทวานฤมิตรกุล 

เรื่องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับความเป็นผู้แทนปวงชนในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ มีประเด็นปัญหาที่สำคัญที่สุดคือเรื่องคือ ปัญหาของระบบเลือกตั้ง และปัญหาเรื่องการบังคับให้สังกัดพรรคกับปัญหาการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร ซึ่งผู้เขียนขอนำเสนอเป็นสองหัวข้อเป็นลำดับไป ดังนี้ 

๑. ปัญหาของระบบเลือกตั้ง ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐

(๑) ปัญหาผลการเลือกตั้งที่ผิดเพี้ยนไปจากเจตนารมณ์ของประชาชน            ระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มีปัญหาในเรื่องผลการเลือกตั้งที่ผิดเพี้ยนไปจากเจตนารมณ์ของประชาชน ซึ่งจะเห็นได้จากผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ ดังตารางที่แสดงต่อไปนี้ 

 

 

ตาราง ๑ : ผลการเลือกตั้ง ส.. และคะแนนที่แต่ละพรรคได้รับในการเลือกตั้ง ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐
พรรคแบ่งเขตเลือกตั้งสัดส่วนจำนวนสส. ทั้งหมด
จำนวน ส..จำนวนคะแนนจำนวน ส..จำนวนคะแนน
พรรคพลังประชาชน199 คน(49.75 %)26,971,230 คะแนน (36.82 %)34 คน(42.5 %)12,338,903 คะแนน(41.08 %) 233 คน(48.54 %)
พรรคประชาธิปัตย์131 คน( 32.75 %)22,128,334 คะแนน(30.21 %)33 คน(41.25 %)12,148,504 คะแนน(40.44 %)164 คน(34.17 %)
พรรคชาติไทย30 คน(7.5 %)6,486,553 คะแนน(8.85 %)4 คน(5 %)1,213,532 คะแนน(4.04 %)34 คน(7.08 %)
พรรคเพื่อแผ่นดิน17 คน( 4.25 %)6,647,193 คะแนน(9.07 %)7(8.75 %)1,596,500 คะแนน(5.31 %)24 คน(5.00 %)
พรรคมัชฌิมาธิปไตย11 คน(2.75 %)3,912,330 คะแนน(5.34 %)- 450,382 คะแนน(1.50 %)11 คน(2.29 %)
พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา8 คน(2 %)3,482,904 คะแนน(4.75 %)1 คน(1.25 %)740,461 คะแนน(2.46 %)9 คน(1.88 %)
พรรคประชาราช4 คน(1 %)1,675,205 คะแนน(2.29 %)1 คน(1.25 %)408,851 คะแนน(1.36 %)5 คน(1.04 %)
พรรคอื่นๆ -1,935,235 คะแนน(2.64 %)-1,136,365 คะแนน(3.78 %)-
รวม400 คน73,238,984 คะแนน80 คน30,033,498 คะแนน480 คน

ที่มา : สรุปและวิเคราะห์จากข้อมูลการเลือกตั้ง ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

จากข้อมูลที่แสดงไว้ใน ตาราง ๑ จะเห็นได้ว่า ในการเลือกตั้ง แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ซึ่งเป็นระบบเสียงข้างมากธรรมดาเขตละไม่เกินสามคน พรรคพลังประชาชนได้ ส.ส. ทั้งหมด ๑๙๙ คน ซึ่งเท่ากับ ๔๙.๗๕ เปอร์เซ็นต์ จาก ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งทั้งหมด ๔๐๐ คน แต่เมื่อดูจากคะแนนแบบแบ่งเขตรวมกันทุกเขตทั่วประเทศ พรรคพลังประชาชนได้ ส.ส. เพียง ๓๖.๘๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้านำมาคิดเป็นจำนวน ส.ส. จะเท่ากับ ๑๔๗ คนเท่านั้น นั่นหมายความว่าในการเลือกตั้ง ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา พรรคพลังประชาชนได้ ส.ส. ในแบบแบ่งเขตเลือกตั้งมากเกินไปกว่าเจตนารมณ์ของประชาชนถึง ๕๒ คน

สำหรับพรรคอันดับสองคือพรรคประชาธิปัตย์ได้ ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ๑๓๑ คน ซึ่งเท่ากับ ๓๒.๗๕ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ได้คะแนน ๓๐.๒๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งความจริงควรจะได้ ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพียง ๑๒๑ คน นั่นคือได้เกินไป ๑๐ คน ขณะที่พรรคชาติไทยควรจะได้ ส.ส. ๓๕ คน กลับได้เพียง ๓๐ คน พรรคเพื่อแผ่นดินควรจะได้ ส.ส. ๓๖ คน กลับได้เพียง ๑๗ คน พรรคมัชฌิมาธิปไตยควรจะได้ ส.ส. ๒๑ คน กลับได้เพียง ๑๑ คน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนาควรจะได้ ส.ส. ๑๙ คนกลับได้เพียง ๘ คน และพรรคประชาราชควรจะได้ ๙ คน กลับได้เพียง ๔ คนเท่านั้น เราจะเห็นได้ว่าระบบเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ให้ประโยชน์แก่พรรคใหญ่ โดยพรรคใหญ่จะได้ ส.ส. มากกว่าที่ควรจะได้ ส่วนพรรคเล็กจะเสียเปรียบโดยจะได้ ส.ส. น้อยกว่าที่ควรจะได้ ซึ่งนี่คือ ข้อเสียของระบบเลือกตั้งเสียงข้างมากธรรมดา (Simple Majority System) ที่พรรคใหญ่จะได้เปรียบ และพรรคเล็กจะเสียเปรียบ

การที่พรรคเล็กยังมีโอกาสชนะการเลือกตั้งบ้าง เป็นเพราะเขตเลือกตั้งมีขนาดใหญ่และมี ส.ส. ได้หลายคน ทำให้พรรคขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถขอ แบ่ง คะแนนจากประชาชน จึงสามารถ เบียด เข้าที่สามได้ในบางพื้นที่ ประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ ถ้าพิจารณาจาก คะแนนเลือกตั้งแบบสัดส่วน ซึ่งเป็น คะแนนที่เลือกพรรค นั้น พรรคพลังประชาชนได้คะแนนแบบสัดส่วน ๑๒,๓๓๘,๙๐๓ คะแนน คิดเป็น ๔๑.๐๘ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนน ๑๒,๑๔๘,๕๐๔ คะแนน คิดเป็น ๔๐.๔๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีผลคะแนน ห่างกันเพียง ๑๙๐,๔๙๙ คะแนน หรือ เพียง ๐.๖๔ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น แต่ผลการเลือกตั้งที่ออกมา พรรคพลังประชาชน (ได้ ส.ส. ๒๓๓ คน) กลับชนะพรรคประชาธิปัตย์ (ได้ ส.ส. ๑๖๔ คน) ถึง ๖๙ คน

สมมติว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ใช้ระบบเลือกตั้งสัดส่วนแบบเยอรมัน พรรคพลังประชาชนที่ได้คะแนนแบบสัดส่วน ๔๑.๐๘ เปอร์เซ็นต์ จะได้ ส.ส. เพียง ๑๙๗ คน จาก ๔๘๐ คน ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ที่ได้คะแนน ๔๐.๔๔ เปอร์เซ็นต์ จะได้ ส.ส. เพิ่มขึ้นมาเป็น ๑๙๔ คน ซึ่งน้อยกว่าพรรคพลังประชาชนเพียงแค่ ๓ คนเท่านั้น   

 

(๒) การกลับไปหาระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ จะเป็นการแก้ไขปัญหาหรือไม่?          

 ตามที่มีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญให้กลับไปใช้ระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ นั้น ผู้เขียนขอชี้ให้เห็นว่า ระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ก็มีปัญหาเรื่องผลการเลือกตั้งไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของประชาชน และมีปัญหาในเรื่องนี้ยิ่งกว่าระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ เสียอีก ดังจะเห็นได้จากผลการเลือกตั้ง ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ ดังตารางต่อไปนี้    

 

ตาราง ๒: ผลการเลือกตั้ง ส.. ในการเลือกตั้ง ๖ ก.. ๒๕๔๘

พรรคแบ่งเขตเลือกตั้งบัญชีรายชื่อจำนวนสส. ทั้งหมด
จำนวน ..จำนวนคะแนนจำนวน ..จำนวนคะแนน
พรรคไทยรักไทย310 คน(77.5 %)16,523,344 คะแนน (51.10 %)67 คน(67 %)18,993,073 คะแนน(58.73 %)377 คน(75.4 %)
พรรคประชาธิปัตย์70 คน(17.5 %)7,401,631 คะแนน(22.89 %)26 คน(26 %)7,210,742 คะแนน(22.30 %)96 คน(19.2 %)
พรรคชาติไทย18 คน(4.5 %)3,119,473 คะแนน(9.65 %)7 คน(7 %)2,061,559 คะแนน(6.37 %)25 คน(5 %)
พรรคมหาชน2 คน(0.5 %)2,223,399 คะแนน(6.88 %)-(0 %)1,346,631 คะแนน(4.16 %)2 คน(0.4 %)
พรรคอื่นๆ -389,869 คะแนน(1.21 %)-1,436,218 คะแนน(4.46 %)-
รวม400 คน29,657,716 คะแนน100 คน31,048,223 คะแนน500 คน
รวมบัตรเสียและงดออกเสียง 32,337,611 คะแนน 32,341,330 คะแนน 

ที่มา : สรุปและวิเคราะห์จากข้อมูลการเลือกตั้ง ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง    

 

 

ในการเลือกตั้ง ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ ซึ่งนำมาสู่การขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่สองของ พ... ทักษิณ ชินวัตร นั้น การที่ พรรคไทยรักไทย ชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายได้ ส.. มากถึง ๓๗๗ คน ซึ่งเท่ากับ ๗๕.๔ เปอร์เซ็นต์ ของ ส.. ทั้งหมด ๕๐๐ คนนั้น มิได้หมายความว่าประชาชนที่ไปเลือกตั้งจำนวน ๗๕.๔ เปอร์เซ็นต์ลงคะแนนเลือกพรรคไทยรักไทย เพราะเมื่อพิจารณาจำนวน ส.ส. เปรียบเทียบกับจำนวนคะแนน เราจะพบว่า พรรคไทยรักไทยได้คะแนนจาก การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพียง ๕๑.๑๐ เปอร์เซ็นต์ และได้คะแนนจาก การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อเพียง ๕๘.๗๓ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น

 

ใน การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง พรรคไทยรักไทยได้ ส.. ทั้งหมด ๓๑๐ คน ซึ่งเท่ากับ ๗๗.๕๐ เปอร์เซ็นต์ของจำนวน ส.. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งทั้งหมด ๔๐๐ คน ในขณะที่ได้คะแนนแบบแบ่งเขตรวมกันทุกเขตทั่วประเทศเพียง ๕๑.๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เมื่อพิจารณาในแง่เจตนารมณ์ของประชาชน พรรคไทยรักไทยจึงได้ ส.. มากเกินไปถึง ๒๖.๔๐ เปอร์เซ็นต์ หรือเท่ากับ ส.. จำนวน ๑๐๕ คน

 

 ในขณะที่ในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งพรรคประชาธิปัตย์ ได้คะแนน ๒๒.๘๙ เปอร์เซ็นต์ แต่ได้ ส.ส. เพียง ๑๗.๕ เปอร์เซ็นต์ พรรคชาติไทย ได้คะแนน ๙.๖๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ได้ ส.ส. เพียง ๔.๕ เปอร์เซ็นต์ และพรรคมหาชน ได้คะแนน ๖.๘๘ เปอร์เซ็นต์ แต่ได้ ส.ส. เพียง ๐.๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นระบบเลือกตั้งของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ในการเลือกตั้ง ส.ส. จำนวน ๔๐๐ คน หรือ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของ ส.ส. ทั้งหมดนั้น เป็น ระบบเสียงข้างมากธรรมดาเขตละคน (Single-Member Constituency Majority System) หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปในต่างประเทศว่าระบบ First-Past-The-Post (FPTP) ซึ่งเป็นระบบที่มุ่งส่งเสริมให้เกิดพรรคใหญ่ เพราะการที่ประชาชนเลือก ส.ส. ได้คนเดียว จะทำให้ประชาชนมีแนวโน้มที่จะเลือกพรรคที่ใหญ่ที่สุดสองพรรค และผู้ชนะการเลือกตั้งก็ไม่จำเป็นต้องได้คะแนนเกินครึ่ง เพียงได้มากกว่าผู้สมัครคนอื่นก็สามารถชนะการเลือกตั้งได้แล้ว โดยคะแนนที่เลือกคนแพ้จะหายไปทั้งหมด

 

ในระบบเลือกตั้งนี้พรรคใหญ่จึงได้เปรียบและพรรคเล็กจะเสียเปรียบ เมื่อใช้อย่างต่อเนื่องไปหลายครั้งจะทำให้เกิด ระบบพรรคการเมืองสองพรรค ซึ่งผลของระบบเลือกตั้งนี้ก็ได้เห็น แล้วจากผลการเลือกตั้ง ส.ส. ทั้งสองครั้งคือในปี ๒๕๔๔ และในปี ๒๕๔๘ จากในปี ๒๕๔๔ ที่มีพรรคการเมืองที่มีผู้สมัคร ส.ส. ชนะการเลือกตั้งจำนวน ๙ พรรค พอมาถึงการเลือกตั้งครั้งที่สองในปี ๒๕๔๘ เหลือพรรคการเมืองที่มีผู้สมัคร ส.ส. ชนะการเลือกตั้งเพียง ๔ พรรค โดยพรรคอันดับ ๔ คือพรรคมหาชนมี ส.ส. เพียงแค่ ๒ คนเท่านั้น (ทั้งๆ ที่ได้คะแนนแบบแบ่งเขต ๖.๘๘ เปอร์เซ็นต์) ถ้าใช้ระบบนี้อย่างต่อเนื่องต่อไปก็จะเกิดระบบพรรคการเมืองสองพรรคขึ้นมาอย่างแน่นอน

 

ระบบ FPTP มีข้อดีคือทำให้เกิดเสถียรภาพในทางการเมือง เพราะพรรคการเมืองจะเหลือพรรคใหญ่เพียงสองพรรคในสภาเท่านั้น แต่ข้อเสียคือเจตนารมณ์ของประชาชนจะผิดเพี้ยนไป โดยพรรคการเมืองขนาดกลางและขาดเล็กจะถูกจำกัดไปหมด และจะเกิดปัญหารัฐบาลเข้มแข็งเกินไปกว่าเจตนารมณ์ของประชาชน ถ้ารัฐบาลมีการใช้อำนาจโดยมิชอบ และไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลที่ดี ก็จะเกิดปัญหาขึ้นมาได้   

 

 

(๓) ทางแก้ไข : จะเลือกอะไรระหว่างเสถียรภาพของรัฐบาล กับเจตนารมณ์ของประชาชน?           ในการออกแบบระบบเลือกตั้งนั้น ประเด็นที่ต้องพิจารณาก่อนคือว่าเราจะให้ความสำคัญในเรื่องใดมากกว่ากัน ระหว่าง เสถียรภาพของรัฐบาล กับ ผลการเลือกตั้งที่ตรงตามเจตนารมณ์ของประชาชน ถ้าต้องการเสถียรภาพของรัฐบาล ระบบเลือกตั้งเสียงข้างมากธรรมดาเขตละคนหรือ FPTP ตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ จะเป็นระบบที่ดีที่สุด เพราะจะนำไปสู่การเกิดระบบพรรคการเมืองสองพรรค แต่ถ้าให้เจตนารมณ์ของประชาชนมาก่อน เราก็ต้องใช้ ระบบสัดส่วนแบบเยอรมัน

สำหรับระบบเลือกตั้ง ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ นั้น เราจะเห็นได้ว่าไม่ได้ทั้งสองอย่าง คือเสถียรภาพของรัฐบาลก็ไม่ได้ ผลการเลือกตั้งก็ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของประชาชน จึงสมควรต้องมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงผู้เขียนเห็นว่าประเทศไทยมีปัญหาเรื่องการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ

 

การที่รัฐบาลเข้มแข็งเกินไปกว่าเจตนารมณ์ของประชาชนจึงเป็นข้อเสียมากกว่าข้อดี และเมื่อพิจารณาในด้านความหมายของ ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการปกครองที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนและเป็นการปกครองโดยประชาชน ผลการเลือกตั้งผู้แทนของประชาชนจึงควรที่จะตรงตามเจตนารมณ์ของประชาชนให้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ประเทศไทยมีปัญหาในเรื่องความขัดแย้งแตกแยกของคนในชาติ ถ้าพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรมี ส.ส. ตรงตามเจตนารมณ์ของประชาชนแต่ละฝ่ายอย่างแท้จริง ความขัดแย้งก็จะสามารถแก้ไขกันในสภาอย่างเป็นธรรมได้มากขึ้น

ดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นว่าเราไม่ควรกลับไปหาระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ แต่ควรใช้ ระบบเลือกตั้งสัดส่วนแบบเยอรมัน โดยให้มี ส.ส. แบบแบ่งเขตเขตละคน จำนวนเท่าๆ กันกับ ส.ส. แบบสัดส่วน และใช้จำนวนคะแนนสัดส่วนในการกำหนดจำนวน ส.ส. ทั้งสภา ซึ่งจะทำให้พรรคการเมืองมีผู้แทนในสภาตรงตามเจตนารมณ์ของประชาชน โดยที่ยังมี ส.ส. แบบเขตเลือกตั้งอยู่ด้วย    

 

๒. ปัญหาการบังคับสังกัดพรรค และการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร ระบอบประชาธิปไตยจะต้องใช้หลัก นิติรัฐ หรือ การปกครองโดยกฎหมาย (The Rule of Law) ซึ่งหมายถึงรัฐที่ปกครองโดยกติกา มิใช่ปกครองโดย อำเภอใจ หรือ ใช้กำลัง โดยทุกคนจะต้องอยู่ภายใต้กติกาหรือกฎหมายอย่างเสมอกัน รัฐบาลก็จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย และจะมีอำนาจกระทำการใดที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพประชาชนได้ต่อเมื่อมีกฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้น และโดยที่ประชาธิปไตยคือการปกครองโดยประชาชน

กฎหมายที่ใช้ในการปกครองจึงต้องมาจากประชาชน และนี่คืออำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย อำนาจของรัฐบาลหรือ ฝ่ายบริหาร จึงมาจากกฎหมายที่ตราขึ้นมาโดย ฝ่ายนิติบัญญัติ ที่มาจากประชาชน ถ้าหากรัฐบาลละเมิดกฎหมาย ฝ่ายตุลาการ หรือศาลจะเป็นผู้ใช้อำนาจตีความกฎหมายในการตัดสิน เพื่อควบคุมการใช้อำนาจให้เป็นไปตามกฎหมายที่มาจากประชาชน และนี่คือ หลักการแบ่งแยกอำนาจ ของระบอบประชาธิปไตย ที่ต้องมีการแบ่งแยกอำนาจออกเป็น อำนาจนิติบัญญัติ (ตรากฎหมาย) อำนาจบริหาร (ใช้กฎหมาย) และ อำนาจตุลาการ (ตีความกฎหมาย) เพื่อให้เกิดการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ (checks & balances) มิให้ผู้มีอำนาจใช้อำนาจได้ตามอำเภอใจ หากต้องใช้ภายใต้กฎหมายหรือกติกาที่มาจากประชาชน

ระบบการเมืองของประเทศไทยนั้นเป็น ระบบรัฐสภา ซึ่งเป็นระบบที่มีปัญหาในเรื่องการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร เพราะหัวหน้าฝ่ายบริหารคือนายกรัฐมนตรีไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน แต่มาจากเสียงข้างมากของ ส.ส. ใครที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีจึงต้องมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อนายกรัฐมนตรีมีเสียงข้างมาก นายกรัฐมนตรีจึงสามารถครอบงำสภาผู้แทนราษฎรได้ และเครื่องมือของรัฐบาลที่ใช้ในการครอบงำฝ่ายนิติบัญญัติก็คือ พรรคการเมือง

 

ระบบรัฐสภาจึงก่อให้เกิดปัญหาสองรูปแบบคือ หนึ่ง เกิดเผด็จการโดยพรรคการเมือง โดยรัฐบาลใช้พรรคการเมืองครอบงำสภาผู้แทนราษฎร เหลือเพียงฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบถ่วงดุลอะไรได้มากเพราะเป็นเสียงข้างน้อย หรือ สอง ถ้าไม่เกิดเผด็จการโดยพรรคการเมือง ก็จะมีปัญหาเรื่องการแก่งแย่งกันเป็นรัฐบาล และแย่งกันเป็นรัฐมนตรี ตำแหน่งต่างๆ ในรัฐบาลจัดสรรกันโดยใช้ระบบโควตา ปัญหาทั้งสองประการนี้เกิดขึ้นในระบบรัฐสภาต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยในขณะนี้

 

วิธีแก้ปัญหาที่ใช้กันทั่วโลกคือ ทำให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นอิสระจากรัฐบาลด้วยการไม่บังคับให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมือง โดยในหลายประเทศได้มีการบัญญัติ หลักอิสระจากอาณัติใดของผู้แทนปวงชน (Free Mandate) เอาไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย เพื่อแก้ปัญหาจุดอ่อนของระบบรัฐสภาที่รัฐบาลสามารถครอบงำสภาผู้แทนราษฎรได้ และทำให้เกิดการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารขึ้นมาอีกครั้งสำหรับประเทศไทยแต่ดั้งเดิมเราไม่บังคับ ส.ส. ให้สังกัดพรรค และมีหลักอิสระอาณัติของผู้แทนปวงชนมาจนถึงรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๑๗ จึงเริ่มต้นบังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรค พร้อมๆ กันกับยกเลิกหลักอิสระอาณัติทิ้งไป

รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ได้ทำให้ปัญหานี้มีมากขึ้นด้วยการกำหนดให้ผู้สมัคร ส.ส. ต้องสังกัดพรรคอย่างน้อย ๙๐ วัน ซึ่งทำให้ ส.ส. ไม่อาจย้ายพรรคไปลงสมัครในพรรคอื่นได้ เมื่อไม่สามารถลงสมัครในพรรคอื่นได้ ก็จำต้องเชื่อฟังพรรคการเมืองที่ตนสังกัด และเมื่อประเทศไทยไม่มีหลักประชาธิปไตยภายในพรรค คนที่ ส.ส. ต้องเชื่อฟังและจงรักภักดีก็คือหัวหน้าพรรค และเมื่อหัวหน้าพรรคเป็นนายกรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎรจึงตกอยู่ใต้นายกรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎรของไทยภายใต้รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ จึงอยู่ใต้อำนาจของรัฐบาลแทบจะสิ้นเชิง และไม่เกิดการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายรัฐบาลอีกต่อไป

ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ จะได้แก้ปัญหาด้วยการนำหลักอิสระอาณัติของ ส.ส. กลับมาอีกครั้งในมาตรา ๑๒๒ โดยบัญญัติว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยโดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมาย หรือความครอบงำใดๆ ... และยังบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๖๒ วรรคสอง อีกว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีอิสระจากมติพรรคการเมืองในการตั้งกระทู้ถาม การอภิปราย และการลงมติในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ยังคงบังคับให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรค และให้พรรคการเมืองสามารถขับ ส.ส. ออกจากพรรคโดยมีผลทำให้ ส.ส. ต้องพ้นสมาชิกภาพ ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลก ที่ให้ ส.ส. มีอิสระจากอาณัติของพรรค แต่บังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรค ซึ่งทำให้เกิดปัญหาสองประการคือ หนึ่ง หลักอิสระอาณัติไม่อาจใช้ได้จริง เนื่องจากยังบังคับให้สังกัดพรรค หรือ สอง ถ้ามี ส.ส. ใช้หลักอิสระอาณัติ ก็จะเกิดปัญหาว่า ต้องอยู่ด้วยกันในพรรคต่อไป ถึงแม้จะมีความคิดเห็นและแนวทางทางการเมืองไม่ตรงกันอีกต่อไปแล้ว ก็จะกลายเป็น เสรีภาพของ ส.ส. โดยไม่ต้องมีวินัยพรรค ซึ่งแทนที่จะดี กลับยิ่งทำให้ปัญหามีมากขึ้นดังเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้

หนทางทางแก้ปัญหาของระบบรัฐสภาของประเทศไทยที่ดีที่สุดคือ การทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติไม่ถูกรัฐบาลครอบงำโดยใช้พรรคการเมืองอีกต่อไป โดยการไม่บังคับให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรค ซึ่งจะเป็นการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ และจะทำให้ ส.ส. สามารถทำหน้าที่ผู้แทนปวงชนได้อย่างแท้จริง ไม่อยู่ภายใต้รัฐบาล และจะทำให้การตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารกลับคืนมาอีกครั้ง สำหรับปัญหาว่า ถ้าไม่บังคับให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรคแล้ว จะเกิด ปัญหา ส.ส. ขายตัว นั้น การบังคับให้ ส.ส. สังกัดพรรคเป็นแต่เพียงทำให้การขายตัวจากแต่เดิมมีหลังการเลือกตั้ง กลายเป็น ขายตัวก่อนเลือกตั้ง โดยพรรคการเมืองต่างๆ จะแข่งกัน ดูด ส.ส. เก่าเข้าพรรค เพื่อให้มี ส.ส. มากที่สุด ซึ่งจะนำไปสู่การต่อรองในตอนตั้งรัฐบาลให้มีโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีให้มากที่สุด

การบังคับสังกัดพรรคจึงแก้ปัญหาขายตัวไม่ได้ ทั้งยังทำให้สภาผู้แทนราษฎรต้องตกอยู่ใต้อำนาจของรัฐบาล วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้องคือ การส่งเสริมให้ ส.ส. สังกัดพรรค ไม่ใช่การบังคับให้สังกัดพรรค โดยใช้ระบบเลือกตั้งที่ส่งเสริมให้ ส.ส. สังกัดพรรค ซึ่งได้แก่ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วน และให้ ส.ส. ถูกตรวจสอบการใช้อำนาจโดยมิชอบโดยฝ่ายตุลาการ ซึ่งรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ และ ๒๕๕๐ ก็มีองค์กรที่ทำหน้าที่นี้อยู่แล้วคือ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ต้องทำให้ช่องทางการฟ้องร้องหรือการนำคดีไปสู่ศาลสามารถทำได้ง่ายขึ้น 

การที่รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ให้ฝ่ายตุลาการเข้ามาตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารด้วยการให้เป็นผู้สรรหา ส.ว. ซึ่งมีอำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกจากตำแหน่ง และมีอำนาจในการสรรหาองค์กรอิสระนั้น มิใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้อง เพราะทำให้ฝ่ายตุลาการเข้ามามีอำนาจในเรื่องที่มิใช่อำนาจตีความกฎหมาย ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหามากขึ้น หนทางที่ดีที่สุดคือการทำให้ฝ่ายการเมืองทั้งสองฝ่ายคือฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารตรวจสอบถ่วงดุลกันเอง รวมถึงการแก้ไขระบบเลือกตั้งให้สภาผู้แทนราษฎรสะท้อนเจตนารมณ์ทางการเมืองของประชาชน จะเป็นแนวทางแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง.

 

 

neg3.jpg
 
ดาวน์โหลด
ปฏิทินงานสถาบัน
พบกับเราที่ Facebook
พบกับเราที่ Twitter
เว็บเครือข่าย
บลอกสันติวิธี
หนังสือฟรี
top
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี สำนักงานอธิการบดี ชั้น 2
มหาวิทยาลัยมหิดล 999 ถ.พุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170
โทรศัพท์: 0 2849 6072-5 โทรสาร: 0 2849 6075 อีเมล: pewww@mahidol.ac.th