Ortho TriCyclen-LO

arrow หน้าแรก Wednesday, 02 December 2020  
 
<---ตั้งแต่ ก.ค. 54 ศูนย์ฯสันติวิธีและศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาฯ ได้เปลี่ยนแปลงชื่อหน่วยงานเป็น "สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา(สสมส.)"แล้ว
Search this site
จุลสารสานสันติ
ลุ่มน้ำสายบุรี
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 4142533
ผู้เยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

กรณีป้อมมหากาฬ บททดสอบแนวทางสมานฉันท์ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ PDF พิมพ์ ส่งเมล

วันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11416 มติชนรายวัน


กรณีป้อมมหากาฬ บททดสอบแนวทางสมานฉันท์ของรัฐบาลอภิสิทธิ์

โดย เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล

 

กรณีหนังสือพิมพ์มติชนเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ลงข่าว กทม.จะรื้อย้ายชุมชนป้อมมหากาฬ เป็นข่าวที่ท้าทายแนวทางสมานฉันท์ของรัฐบาลในยามบ้านเมืองวิกฤตเป็นอย่างยิ่ง

ป้อมมหากาฬต่างจากชุมชนอื่นกว่าหลายร้อยหลายพันชุมชนที่รัฐใช้วิธีการรุนแรงรื้อย้ายชุมชนออกไป เพราะเป็นชุมชนที่มีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ เกิดขึ้นจากการที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ทรงพระราชทานที่ดินให้ข้าราชบริพารได้เป็นที่อยู่อาศัย โดยมีการออกเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินและได้มีการโอนเอกสารสิทธิสืบต่อกันมาจนมีผู้ถือกรรมสิทธิ์หลายเจ้าของ ทั้งวัดและเอกชน จนทำให้สิ่งก่อสร้างมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นชุมชนป้อมมหากาฬในปัจจุบัน

ปัญหาเริ่มขึ้นเมื่อรัฐบาลมีโครงการอนุรักษ์และปรับปรุงป้อมมหากาฬตั้งแต่ปี 2502 โดยมีการซ่อมแซมป้อมและได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อเจรจาจัดซื้อที่ดินด้านหลังป้อมมหากาฬซึ่งมีจำนวน 21 แปลง แต่ซื้อได้เพียงครึ่งเดียว ส่วนที่เหลือชาวบ้านเจ้าของที่ดินไม่ตกลงขายให้

ต่อมารัฐมีนโยบายปรับปรุงสวนสาธารณะให้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน และกำหนดให้กรุงรัตนโกสินทร์เป็นพื้นที่อนุรักษ์ ทำให้มีการทำแผนแม่บทเพื่อการพัฒนาเกาะกรุงรัตนโกสินทร์ตั้งแต่ปี 2521 ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณป้อมมหากาฬด้วย

ในปี 2535 กทม.ได้เสนอให้รัฐบาลออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่จะเวนคืนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำสวนสาธารณะและโบราณสถาน

ภายหลังการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน มีผลให้ กทม.ได้ประกาศแจ้งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้าง ทำการรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกจากชุมชนป้อมมหากาฬเรื่อยมา แต่ชาวบ้านผู้อยู่อาศัยอยู่ในชุมชนป้อมมหากาฬไม่ยินยอม และยื่นฟ้องศาลปกครอง ศาลสั่งระงับการรื้อย้ายไว้ชั่วคราว

แต่สุดท้ายชาวบ้านแพ้คดีศาลปกครองสูงสุดชี้ขาดเมื่อธันวาคม 2547 ว่า กทม.มีสิทธิรื้อถอนได้เนื่องจากมีการตกลงซื้อขายกันไว้แล้ว

จากความเป็นมาข้างต้นทำให้เข้าใจได้ถึงความมุ่งมั่นของ กทม.ที่จะเอาที่ดินจากชาวบ้านให้ได้ ใช้เวลาถึง 33 ปี แต่ทำได้เพียงครึ่งเดียว อีก 17 ปีต่อมาใช้อำนาจกฎหมายเวนคืนที่ดินและประกาศให้ชาวบ้านออกจากพื่นที่แต่ก็ไม่สำเร็จ

ผู้เขียนเริ่มเห็นการใช้แนวทางสันติวิธีในยุคผู้ว่าฯอภิรักษ์ โกษะโยธิน ด้วยการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยศิลปากรเสนอโครงการ "พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งมีชีวิต" เพื่อที่จะให้คงสภาพประวัติศาสตร์ชุมชนบ้านไม้โบราณกำแพงพระนครไว้ควบคู่กับสวนสาธารณะ และมีการลงนามในบันทึกความตกลงร่วมกัน มีทีท่าจะแก้ปัญหาไปได้ด้วยดี

แต่ก็มาติดอยู่นิดเดียวตรงที่ไม่ตรงกับกฎหมายเวนคืนที่ดินที่กำหนดวัตถุประสงค์เพื่อเอาที่ดินไปทำสวนสาธารณะ กทม.จึงนำที่ดินไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นไม่ได้ ทำให้โครงการพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งมีชีวิตซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ใหม่ดำเนินต่อไปไม่ได้

ชาวบ้านเองก็พยายามทุกอย่างที่จะร่วมมือกับ กทม. เช่นเคยรับข้อเสนอของ พอช.เพื่อไปอยู่ในที่ดินการเคหะแห่งชาติที่มีนบุรีแต่ไปไม่ได้เพราะไม่มีสาธารณูปโภค

ได้เจรจาต่อรองกับ กทม.เพื่อเสนอให้แลกเปลี่ยนที่ดินที่ กทม.ซื้อไว้เป็นแปลงกระโดด มาอยู่รวมกันเพื่อทำสวนสาธารณะซึ่งคิดเป็นเนื้อที่ราวครึ่งหนึ่ง และชาวบ้านขอที่ไว้ครึ่งหนึ่งหรือประมาณ 2 ไร่เศษ เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของชาวบ้านจำนวน 53 ครัวเรือน รวมทั้งยินดีที่จะจัดเวรยามรักษาความปลอดภัย ช่วยดูแลความสะอาด ช่วยพัฒนาชุมชนให้เป็นจุดท่องเที่ยว และพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งด้วยการจัดตั้งกลุ่มออกทรัพย์ระดมเงินมาซ่อมแซมบ้านไม้โบราณให้น่าอยู่ ซึ่งปัจจุบันระดมเงินได้ราว 1.5 ล้านบาท ได้นำเงินส่วนหนึ่งมาซ่อมแซมบ้านไม้โบราณได้ 1 หลังจากที่มีทั้งหมดจำนวน 6 หลัง

ส่วนบ้านไม้ร่วมสมัยที่สร้างหลังจากนั้นอีก 47 หลังก็มีแผนจะนำเงินออมไปค้ำประกันขอกู้เงินธนาคารเพื่อนำมาซ่อมแซมอาคารดังกล่าว

แต่การประกาศไล่รื้อชุมชนรวมทั้งการลบซื่อชุมชนออกจากทะเบียนราษฎรของเขตพระนคร เป็นอุปสรรคทำให้ชุมชนไม่อาจพัฒนาต่อไปตามความคิดของเขาทั้งๆ ที่เขาอยากจะทำและพร้อมที่จะทำมานานแล้ว จนสภาพชุมชนในปัจจุบันดูไม่ค่อยสะอาดและยิ่งปล่อยเนิ่นนานไปก็ยิ่งปรับปรุงซ่อมแซมได้ยาก

เหตุการณ์ที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่า ทั้ง กทม.และชุมชนตกอยู่ในกับดักในวิธีคิดแก้ปัญหาที่ไม่พยายามรอมชอมกันมานานถึง 50 ปีจึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จนมาถึงยุคผู้ว่าฯอภิรักษ์ โกษะโยธิน และคุณพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ความคิดของทั้งสองฝ่ายได้เปลี่ยนไป ฝ่านการเมืองลงมาคุยกับชุมชน โดยมีฝ่ายวิชาการร่วมด้วยและสามารถหาทางออกร่วมกันจนเป็นที่พอใจกันทุกฝ่าย โดย กทม.ก็ถอยหนึ่งก้าวคือไม่ไล่รื้อชุมชน ส่วนชุมชนก็ถอยหลายก้าว ตั้งแต่ลดพื้นที่อยู่อาศัยเหลือครึ่งหนึ่ง ต้องปรับปรุงชุมชนตามเงื่อนไขของ กทม. และยังต้องทำงานอาสาดูแลสวนสาธารณะให้ กทม.ไปชั่วชีวิต

ถ้าปล่อยให้ กทม.ทีมผู้ว่าฯอภิรักษ์ กับชุมชนแก้ปัญหากันเองโดยไม่ต้องไปออกกฎหมายมาครอบขังความคิดของทุกฝ่ายเอาไว้ ป่านนี้คงแก้ไขปัญหาได้สำเร็จไปแล้ว

แต่การประชุมเพื่อตัดสินใจเรื่องการเวนคืนที่ดินชุมชนป้อมมหากาฬของ กทม.เมื่อ 1 มิถุนายนนี้ เป็นการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยชุมชนไม่มีส่วนร่วม

ถึงแม้ กทม.จะโทรศัพท์ไปแจ้งให้ตัวแทนชุมชนไปร่วมประชุมกะทันหันแต่ไม่บอกเขาก่อนว่าจะประชุมในเรื่องอะไรกับใคร ทำให้ชาวบ้านเตรียมตัวไม่ทัน จึงกลัวไม่กล้าเข้าประชุมด้วย

และที่สำคัญคือไม่มีองค์กรที่เป็นกลางเข้าร่วมด้วย ดังนั้นจึงเป็นการประชุมตัดสินใจโดยหน่วยงานของรัฐฝ่ายเดียวที่มีข้อสรุปการประชุมที่เป็นข่าวไปแล้วคือ ชุมชนจะต้องออกไปจากป้อมมหากาฬ

การตัดสินใจในการรื้อย้ายชุมชนของ กทม.ดังกล่าวเป็นการเพิกเฉยและละเลยต่อสิทธิของชุมชนรัฐธรรมนูญได้บัญญัติรับรองไว้ในมาตรา 57 ที่กล่าวถึงสิทธิบุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจงและเหตุผลจากหน่วยงานของรัฐก่อนการอนุญาตหรือการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดๆ ที่อาจมีส่วนได้เสียที่สำคัญอื่นใดเกี่ยวกับตนหรือชุมชนท้องถิ่น

และในวรรคที่สองที่ว่า "...การเวนคืออสังหาริมทรัพย์ การออกกฎที่อาจกระทบต่อส่วนได้เสียสำคัญของประชาชน ใหัรัฐจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนดำเนินการ" และมาตรา 66 เกี่ยวกับสิทธิชุมชนในการอนุรักษ์หรือฟื้นฟูประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติ

และเป็นความรับผิดชอบของรัฐที่ต้องดำเนินการให้ประชาชนมีส่วนในการกำหนดนโยบายสาธารณะดังที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 87(2) ส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคม รวมทั้งการจัดทำบริการสาธารณะ

ดังนั้นการออกพระราชกฤษฎีการเวนคืนที่ดินและการไล่รื้อชุมชนโดยไม่มีการรับฟังความเห็นของชุมชนก่อนการดำเนินการ จึงอาจไม่สอดคล้องกับความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญดังกล่าว

ในมุมมองด้านวิชาการ ผู้เขียนเห็นว่าการเลือกใช้อำนาจกฎหมายบังคับให้ชุมชนย้ายออกจากป้อมมหากาฬโดยที่เขาไม่ยินยอมนั้น ขัดหลักการมีส่วนร่วม ความโปร่งใส และธรรมาภิบาล เป็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยความรุนแรง และขัดกับนโยบายสมานฉันท์ของรัฐบาล

จึงขอเสนอต่อท่านผู้ว่าฯ กทม. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร และ ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วยความเคารพดังนี้

1.ควรมีการแก้ไขกฎหมายให้เอื้อต่อการร่วมมือของชุมชนกับ กทม.

2.ควรมีการรับฟังความเห็นของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบก่อนการตัดสินใจ

3.ควรเดินหน้างานพัฒนาในชุมชนโดยการมีส่วนร่วมจากคนในชุมชนเองและโดยความร่วมมือจากภาคีพัฒนาต่อไป

ขอให้ตัดสินใจใหม่เถอะ ยังไม่สายเกินไป กฎหมายที่ กทม.เสนอไปเองเมื่อไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงก็น่าจะแก้ไขเสียให้ถูกต้อง กรณีของกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เป็นเรื่องใหญ่กว่านี้ยังแก้ไขกันได้อย่างรวดเร็วและบ่อยครั้ง พระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินชุมชนป้อมมหากาฬเป็นปัญหาเล็กกว่ามาก ถ้าหาก กทม.และชุมชนเห็นควรแก้ไขทำไมจะไม่ได้

เลือกเส้นทางสันติวิธีมาถูกทางแล้ว อย่ากลับไปเลือกวิธีรื้อชุมชนเลยเพราะจะเป็นเติมเชื้อความรุนแรงให้กับสังคมอย่างไม่มีวันจบสิ้น ขอให้เดินหน้าต่อไปด้วยสันติวิธีเถอะ จะได้แบบจำลองของความสมานฉันท์ในการอยู่ร่วมกันด้วยดีของชุมชนดั้งเดิมกับการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมให้เป็นแบบอย่างที่ดีของ กทม.และของประเทศไทย

neg6.jpg
 
ดาวน์โหลด
ปฏิทินงานสถาบัน
พบกับเราที่ Facebook
พบกับเราที่ Twitter
เว็บเครือข่าย
บลอกสันติวิธี
หนังสือฟรี
top
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี สำนักงานอธิการบดี ชั้น 2
มหาวิทยาลัยมหิดล 999 ถ.พุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170
โทรศัพท์: 0 2849 6072-5 โทรสาร: 0 2849 6075 อีเมล: pewww@mahidol.ac.th