Ortho TriCyclen-LO

arrow หน้าแรก arrow บทความสันติวิธี arrow บทความอื่นๆ arrow มาอ่านหนังสือกันเถอะ Wednesday, 02 December 2020  
 
<---ตั้งแต่ ก.ค. 54 ศูนย์ฯสันติวิธีและศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาฯ ได้เปลี่ยนแปลงชื่อหน่วยงานเป็น "สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา(สสมส.)"แล้ว
Search this site
จุลสารสานสันติ
ลุ่มน้ำสายบุรี
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 4142634
ผู้เยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

มาอ่านหนังสือกันเถอะ PDF พิมพ์ ส่งเมล
วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11544 มติชนรายวัน

มาอ่านหนังสือกันเถอะ

โดย ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

"ผลจากการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2552 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามที่ ศธ.เสนอให้การส่งเสริมการอ่านเป็นวาระแห่งชาติ โดยได้กำหนดเป้าหมายภายในปี พ.ศ.2555 ดังนี้ 1) ประชากรวัยแรงงานเป็นผู้รู้หนังสือในระดับใช้งานได้ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 97.2 เป็นร้อยละ 99 2) ประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปที่สามารถอ่านออกเขียนได้ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 92.6 เป็นร้อยละ 95 3) ค่าเฉลี่ยในการอ่านหนังสือของคนไทย เพิ่มขึ้นจากปีละ 5 เล่ม เป็นปีละ 10 เล่มต่อคน 4) แหล่งการอ่านได้รับการพัฒนาและเพิ่มจำนวนให้สามารถจัดบริการได้ครอบคลุมทุกตำบล/ชุมชน 5) การสร้างภาคีเครือข่ายการอ่านเพื่อปลูกฝังนิสัยรักการอ่านและการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน"

หลังจากอ่านมติของที่ประชุม ครม. ผมรู้สึกขนลุกซู่สองครั้ง ซู่แรกเป็นเพราะดีใจ ในฐานะคนอ่านหนังสือและคนทำหนังสือ ผมจะดีใจก็คงไม่แปลก ซู่สองเป็นเพราะประหลาดใจ จนอยากกำหนดเป้าหมายเพิ่มเติมจากมติของที่ประชุม 6) เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้บุรุษและสตรีที่เขียนอ่านภาษาไทย ได้ทราบถ้วนทั่วกันว่า การอ่านเป็นวาระแห่งชาติแล้วจ้า เพราะผมเชื่อว่า มีคุณๆ และคุณอีกมาก ไม่ทราบข้อมูลส่วนนี้หรอก

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการอ่าน ผมตั้งใจจะวิจารณ์เป้าหมายของเค้า เช่น เป้าหมายข้อ 1 กับข้อ 2 แทบไม่ต้องเขียนก็ได้ เพราะการเพิ่มขึ้นแบบกะปริบกะปรอย เฉพาะค่าความแปรปรวนจากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างก็เกินนั้นแล้ว เป้าหมายข้อ 4 ก็ทะแม่ง แหล่งการอ่านได้รับการพัฒนาและเพิ่มจำนวน? หมายถึงจะขอตังค์ไปสร้างห้องสมุดชุมชนใช่ไหมล่ะ นั่นเป็นความคิดที่ดีครับ แต่การประเมินผลคงไม่ใช่ว่า เราสร้างห้องสมุดได้กี่แห่ง แต่ควรเป็นว่า ในห้องสมุดมีคนมายืมหนังสือไปอ่านกี่คน ตลอดจนชั่วโมงเฉลี่ยในการใช้ห้องสมุด ไม่งั้นเดี๋ยวจะเกิดการผิดพลาด กลายเป็นวาระแห่งชาติว่าด้วยการสร้างห้องสมุด

เป้าหมายที่น่าคิดจริงจัง คือข้อ 3 ค่าเฉลี่ยในการอ่านเพิ่มขึ้น จาก 5 เล่มเป็น 10 เล่ม เนื่องจากเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย ผมจึงไม่ขอวิจารณ์ แต่จะพยายามหาทางช่วยกันเถิดเกิดเป็นคนไทยด้วยกัน ด้วยการเริ่มต้นง่ายๆ ในบทความนี้แหละ คุณทราบหรือไม่? การอ่านให้อะไรกับเรา ความรู้ ความสุข การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์? ทุกอย่างถูกหมดครับ แต่ในยามที่ผู้คนในสังคมใฝ่หาความสำเร็จแบบฉับพลัน จนมีคู่มือทางลัดมากมาย คำตอบแค่นั้นดูเหมือนจะอ่อนด้อยเกินไป ผมจึงอยากบอกคำตอบของผมเอง

สำหรับผม การอ่านคืออาวุธ เพราะผมอ่านหนังสือมากกว่าอัตราเฉลี่ยของคนไทยร่วมร้อยเท่า คนเราหากมีอะไรสักอย่างที่ทำมากกว่าคนอื่น ย่อมมีความเชื่อมั่น ภาษาโกวเล้งเรียกว่า "กระบี่อยู่ที่ใจ" เมื่อถึงเวลาต้องใช้ เราก็ชักกระบี่ออกมาฟันโชะ คู่ต่อสู้ตายแหง ผมจะยกตัวอย่างการฟันโชะตายแหงให้ดู

เริ่มจากการเข้าที่ประชุม จะมีเอกสารหนาปึก กับรายงานสรุปบางจ๋อย คนค่อนหนึ่งอ่านเอกสารบางจ๋อย เหลืออีกไม่เท่าไหร่พลิกดูเอกสารหนาปึก อาจมีเพียงสองสามที่ลงมืออ่านจริงจัง ระหว่างที่เค้าอ่านหน้าห้าหน้าสิบ ผมอ่านผ่านไปถึงหน้าห้าสิบหน้าร้อย แยกน้ำทิ้งไป คัดเนื้อเอาไว้ จากนั้นก็อ่านละเอียดอีกครั้ง หาจุดพลาดหรือข้อสงสัย คุณบางท่านอาจแย้ง เค้ามีบทสรุปให้อ่าน แต่จากประสบการณ์ บทสรุปล้วนมีแต่ข้อดี ข้อเสียจะแอบเอาไว้ในรายงานหนาปึก พอเกิดปัญหาภายหลัง ก็อ้างว่า นำเสนอข้อมูลในที่ประชุมแล้วนะ คุณไม่อ่านเอง ฮิๆ

เมื่อเจอข้อสงสัย เราลองเอาโน่นนี่ที่เคยอ่านในอดีต ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องเดียวกัน ขอเพียงมีความเกี่ยวข้อง นำกรณีโน้นนี้มาเทียบเคียง ก่อนชี้ให้เห็นผลที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้า รวมทั้งแนวทางแก้ปัญหา เพียงแค่นี้กระบี่เราก็ฟันโชะเรียบร้อย ใช้ทั้งวิชา Gab Analysis ทั้งวิชาชื่อภาษาปะกิตมากมาย ขอเพียงคุณอ่านให้มากกว่าชาวบ้าน อ่านให้หลากหลาย กระบี่คุณจะคมและมาในทิศทางที่บอกไม่ได้ เพราะคนที่เรียนมาจากตำรา ไงๆ ก็ฟันมาได้ท่าเดียว

ประโยชน์ยังรวมถึงเรื่องอื่นๆ เช่น ประกอบอาชีพเสริมเป็นนักเขียน ดังเช่นที่ผมกระทำ แม้บางคนบอกว่า คนเป็นดาราหรือมีชื่อเสียงโด่งดัง เค้าก็ขายหนังสือได้เยอะแยะ ไม่เห็นต้องอ่านเก่งเขียนเก่งเลย ผมไม่เถียงในข้อนั้นครับ แต่จากประสบการณ์เขียนหนังสือขายมากว่าสิบปี ถึงตอนนี้ หนังสือข้าพเจ้าก็ยังขายได้เรื่อยๆ น้ำซึมบ่อทรายได้เป็นล้าน แถมลิขสิทธิ์ยังเป็นมรดกตกทอด สืบต่อให้ลูกหลานหากินตั้งหลายปี

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อยากให้ลูกอ่านหนังสือ ผมบอกจากประสบการณ์ เอาเรื่องผลการเรียนนี่แหละ เด็กชายธรา ลูกคนโตของผม เป็นหนึ่งในเด็กอ่านหนังสือมากที่สุดในโรงเรียน ไม่ใช่ขยันนะครับ เพราะธราอ่านทุกอย่าง (หนังสือเรียนอ่านน้อยหน่อยจ้ะ) พอมาถึง ป.5 ธรากินขาด ทั้งวิชาสังคม ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ประเภทเคมีชีวะก็หวานหมู ไม่ต้องบังคับให้ท่องก่อนสอบ เอาเวลาไปทำแบบฝึกหัดเลขหรืออังกฤษดีกว่าจ้ะ

เพื่อนๆ ต่างสงสัย ผมทำอย่างไร ลูกถึงชอบอ่านหนังสือ ข้อแนะนำมีแค่สองสามประการ อันดับแรก คุณต้องอ่าน ลูกถึงอ่าน คุณดูทีวี บังคับลูกอ่าน เป็นไปไม่ได้หรอก อันดับสอง ลองอ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่ยังแบเบาะ ให้ของขวัญลูกเป็นหนังสือ อาจมีของเล่นอื่นบ้างตามวัย แต่อย่างน้อยก็ต้องมีหนังสืออยู่ด้วยเสมอ อันดับสาม ให้เริ่มอ่านจากหนังสืออะไรก็ได้ แต่จากนั้นต้องมีลิมิต ไม่ใช่อ่านเฉพาะการ์ตูนหรือนิยายตาแป๋ว กำหนดโควต้าไป ปีหนึ่งซื้อการ์ตูนได้ห้าสิบเล่ม โควต้าที่เหลือเป็นหนังสือประเภทอื่น เช่น คู่มือธรรมชาติ นิยายวิทยาศาสตร์ หรือการผจญภัยแบบคลาสสิค เมื่อเด็กอ่านเต็มโควต้าการ์ตูน ย่อมอึดอัด ท้ายสุดก็ลองอ่านหนังสือแบบอื่นเองครับ

ข้อนี้สามารถทำได้ทันที เพราะช่วงนี้คืองานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ 15-25 ตุลาคม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผมเห็นคุณพ่อคุณแม่พาคุณลูกมาซื้อหนังสือแล้วชื่นใจ ลองกำหนดโควต้าให้น้องๆ ดีไหมครับ มีเงินหนึ่งพันบาท การ์ตูนหรือนิยายตาแป๋วไม่เกิน 3 เล่ม ที่เหลือต้องเป็นหนังสือที่มีสาระมากกว่าบันเทิง หรือเราจะเลือกให้ลูกบ้างก็ได้ แต่อย่าเลือกให้หมด ปล่อยให้เค้ามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (อย่างน้อยก็ควรมีมากกว่ารัฐบาลไทยเปิดโอกาสให้คนในท้องถิ่นมีส่วนร่วม)

ท้ายสุด ขออนุญาตประชาสัมพันธ์ ผมมีงานเสวนา "รวมพลคนรักปลา" ในงานมหกรรมหนังสือแห่งชาติ วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม เวลา 17.00-18.00 น. ที่เวทีกลาง สนใจอยากถามไถ่เรื่องใด ไปพบปะเจอะเจอกันได้ครับ
neg5.jpg
 
ดาวน์โหลด
ปฏิทินงานสถาบัน
พบกับเราที่ Facebook
พบกับเราที่ Twitter
เว็บเครือข่าย
บลอกสันติวิธี
หนังสือฟรี
top
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี สำนักงานอธิการบดี ชั้น 2
มหาวิทยาลัยมหิดล 999 ถ.พุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170
โทรศัพท์: 0 2849 6072-5 โทรสาร: 0 2849 6075 อีเมล: pewww@mahidol.ac.th