Ortho TriCyclen-LO

arrow หน้าแรก Wednesday, 02 December 2020  
 
<---ตั้งแต่ ก.ค. 54 ศูนย์ฯสันติวิธีและศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาฯ ได้เปลี่ยนแปลงชื่อหน่วยงานเป็น "สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา(สสมส.)"แล้ว
Search this site
จุลสารสานสันติ
ลุ่มน้ำสายบุรี
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 4142672
ผู้เยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

บทเรียนและการต่อสู้ไม่รู้สิ้น PDF พิมพ์ ส่งเมล
วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11557 มติชนรายวัน

บทเรียนและการต่อสู้ไม่รู้สิ้น

โดย อภิชาติ จันทร์แดง อาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์


Image


ดูเหมือนการต่อสู้อันยาวนานร่วม 32 ปี ของยายไฮ ขันจันทา สิ้นสุดลง เมื่อรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มอบเงินชดเชยแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนห้วยละห้า กิ่งอำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2552 ที่ผ่านมา

แต่หากย้อนไปตามเส้นทางแห่งการต่อสู้ของยายไฮ ก็ได้เห็นภาพสะท้อนความจริงอันเจ็บปวดของผู้คนในภาคเกษตรกรรมในสังคมไทย ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

อาจกล่าวได้ว่าการต่อสู้ของยายไฮคือ การต่อสู้อันโดดเดี่ยวของประชาชนคนหนึ่งตามวิถีทางของสันติวิธี อยู่ในกรอบของข้อกฎหมายโดยตลอดมา

นับตั้งแต่การเดินทางไปพบเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งการทำหนังสือร้องเรียนทั้งในท้องถิ่นและในระดับชาติ

แต่เมื่อวิถีทางดังกล่าวไม่สัมฤทธิ์ผล ยายไฮก็เลือกตอบโต้ด้วยความรุนแรงอันเป็นทางเลือกสุดท้ายเท่าที่ยายแก่คนหนึ่งพึงกระทำได้

นั่นคือการตัดสินใจขุดเขื่อนด้วยจอบและสองมืออันกร้านแกร่งอย่างมิเกรงกลัวความผิดต่อข้อกฎหมายเมื่อปี 2547 และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สังคมไทยได้เห็น รับรู้และรู้จักยายไฮมากขึ้นขึ้นเป็นลำดับ จนกลายเป็นกระแสสังคมที่ได้รับความเห็นใจจากคนทั้งประเทศ

ส่งผลให้รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในขณะนั้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการเจาะเขื่อนระบายน้ำออกจากที่นาของยายไฮในทันที

แทบทุกครั้งที่รัฐมีข้อขัดแย้งกับชาวบ้าน ก็มักจะอ้างเสมอว่าชาวบ้านเป็นผู้ไร้เหตุผลและยึดถือเอาความรุนแรงมาแก้ปัญหา เห็นได้จากการรวมตัวกันของชาวบ้าน เพื่อประท้วงต่อต้านนโยบายต่างๆ ของรัฐ หากพิจารณาเฉพาะการขุดเขื่อนของยายไฮก็กล่าวได้เช่นนั้น

แต่หากมองให้ลึกลงไป ถามว่าเหตุผลใดที่หญิงชราคนหนึ่งจึงกล้าพอที่จะลุกขึ้นมากระทำการอันท้าทาย และการกระทำการนั้นก็ผิดกฎหมายบ้านเมืองในทรรศนะของรัฐ ด้วยข้อหาทำลายทรัพย์สินของทางราชการ

แต่หากย้อนถามกลับไปว่ารัฐสร้างเชื่อทับพื้นที่ทำกินของยายไฮโดยที่ไม่ได้รับการยินยอมนั้นคือความรุนแรงหรือไม่

กล่าวคือนโยบายการพัฒนาของรัฐนั่นเองที่ก่อชนวนความรุนแรงให้เกิดขึ้น เป็นความรุนแรงที่รัฐกระทำต่อปัจเจกบุคคลในระดับล่าง ทั้งที่เป็นกลุ่มคนที่รัฐควรเอาใจใส่ดูแลและเข้าถึงให้มากที่สุด

ในความเป็นจริงแล้ว ชาวบ้านผู้เป้นเจ้าของพื้นที่หรือเจ้าของทรัพยากรย่อมมีสิทธิเหนือพื้นที่หรือทรัพยากรนั้นๆ เช่นเดียวกับการมีสิทธิที่จะกำหนดวิถีชีวิตของพวกเขาเองตามสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

เมื่อใดก็ตามที่มี "คนอื่น" มาจัดการกับทรัพยากรในชุมชนของเขา "คนอื่น" ก็ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อชีวิตของพวกเขาด้วย หากการจัดการนั้นได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา

ในกรณีของยายไฮ ยังมีความสูญเสียที่ไม่อาจประเมินค่าได้ เงินชดเชยจากรัฐจึงไม่อาจทดแทนได้เลย

ดังที่ลูกสาวยายไฮเคยกล่าวผ่านรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งว่า หลังการสร้างเขื่อนครอบครัวก็ตกอยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด เธอและพี่น้องทุกคนก็เลยไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ กลายเป็นคนขาดโอกาสทางสังคมและการศึกษา

การต่อสู้กับอำนาจรัฐมาอย่างโดดเดี่ยวยาวนานของยายไฮ ได้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับกลไกของรัฐครั้งใหญ่

เป็นการบ้านให้รัฐต้องกลับไปทบทวนนโยบายการพัฒนาที่ผ่านมา ว่าส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในพื้นที่ต่างๆ บ้างหรือไม่ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาในรายละเอียดอย่างรอบคอบ เพื่อให้การพัฒนาในอนาคตไม่ส่งผลกระทบต่อคนทุกระดับ โดยเฉพาะคนในภาคแรงงานและเกษตรกรรมที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ

บางครั้งแม้ว่าการพัฒนานั้นคนส่วนใหญ่จะเห็นด้วย เพราะคนส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์ แต่สำหรับคนส่วนน้อยที่ได้รับผลกระทบถึงขั้นไร้ที่ทำกิน บ้านแตกสาแหรกขาด หรือการขาดโอกาสทางสังคมและการศึกษาอย่างครอบครัวยายไฮเกิดขึ้นเมื่อใด เมื่อนั้นก็เท่ากับว่าการพัฒนาตามนโยบายของรัฐล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

แม้ความจริงจะมีอยู่ว่า การพัฒนาตามนโยบายหรือโครงการใดๆ ของรัฐ ย่อมส่งผลกระทบต่อคนจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนน้อยอย่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นเป็นเรื่องปกติธรรมดา

แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่ารัฐได้มีมาตรการ กระบวนการ รวมทั้งวิถีทางใดที่จะจัดการกับคนที่ได้รับผลกระทบไม่ให้มีความเดือดร้อน

ที่ผ่านมาไม่เฉพาะกรณีของยายไฮเท่านั้น แต่พบว่าทั่วทุกซอกมุมของประเทศนี้ ต่างมีคนในระดับรากหญ้าที่ถูกละเลยทอดทิ้งเสมอมา ทั้งในระหว่างการพัฒนาของรัฐและหลังการพัฒนาของรัฐได้จบสิ้นไปแล้ว

ส่วนหนึ่งได้สูญเสียวิถีชีวิตที่เคยเป็นอยู่ไปแล้วอย่างไม่มีวันทวงคืนกลับมาได้

ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งยังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดอย่างขมขื่นลำเค็ญ ด้วยเพราะความเป็นคนส่วนน้อย เสียงร้องของพวกเขาจึงไม่อาจเป็นพลังพอที่สั่นสะเทือนนโยบายของรัฐได้

เพราะรัฐมีอำนาจผูกขาดในการพัฒนาประเทศแบบรวมศูนย์มาโดยต่อเนื่องยาวนาน

หากมองย้อนไปถึงกระบวนการแก้ปัญหาของรัฐ ต่อกรณียายไฮ ก็ชวนให้คลางแคลงใจว่ารัฐบาลในทุกยุคมีความจริงใจแค่ไหนต่อการแก้ปัญหาเรื่องนี้ ที่ผ่านมาราวกับว่ายายไฮไม่ได้มีตัวตนอยู่ในประเทศนี้ กระทั่งยายไฮหยิบจอบขึ้นมาขุดเขื่อน แล้วถูกตั้งข้อหาทำลายทรัพย์สินของทางราชการ ถัดมาไม่กี่วันยายไฮกลายเป็นบุคคลที่รัฐเอื้อมมือเข้ามาโอบอุ้มอย่างเต็มที่ ราวกับว่าบุคคลผู้นี้จะเจ็บช้ำมิได้ นั่นด้วยเหตุผลว่าเรื่องนี้เป็นกระแสสังคมใช่หรือไม่ รัฐจึงรีบมาจับกรณีนี้ไปดำเนินการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน

เพราะยายไฮเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศจากการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลในขณะนั้นจึงไม่รอช้า รีบเกาะกระแสทำการตลาดอย่างทันท่วงที ด้วยการปล่อยน้ำออกจากเขื่อนเพื่อคืนที่นาของยายไฮในไม่กี่วันถัดมา ทั้งที่ก่อหน้านั้น รัฐคงไม่เคยรู้ว่ายายไฮคือหนึ่งในจำนวนสมาชิกสมัชชาคนจนหลายร้อยคน ที่เคยมาปักหลักเรียกร้องความเป็นธรรมเรื่องที่ทำกินหน้าทำเนียบรัฐบาลนานเป็นปี แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าใดๆ ไม่มีแม้แต่เจ้าหน้าที่ของทางราชการจากหน่วยงานใดสักคนจะรับรู้ถึงปัญหาความเดือดร้อน

กระทั่งยายไฮและสมัชชาคนจนทั้งหมดก็ถูกรื้อเต๊นท์และจับตัวส่งกลับบ้านเมื่อปลายปี 2546 ซึ่งเป็นช่วงก่อนการประชุมเอเปคในขณะนั้น ด้วยเหตุผลอันน่าเศร้าสลดว่า สมัชชาคนจนคือความขายหน้าของรัฐบาลที่มีต่อแขกบ้านเมือง ถือว่าเป็นความรุนแรงที่รัฐได้กระทำลงบนจิตใจของยายไฮอีกครั้งหนึ่ง

ไม่ใช่เรื่องยากเกินความเข้าใจของบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์ หากยายไฮถือว่าผืนนาคือชีวิตทั้งชีวิต หมายถึงการ "มี" "อยู่" และ "เป็น" ของลมหายใจอย่างมีคุณค่าและความหมาย ผืนนาจึงกลายเป็นทรัพย์สินที่ผูกพันและหวงแหนมากที่สุด

ความรู้สึกเช่นนี้ยากยิ่งที่จะบอกกล่าวหรือสื่อสารให้ "คนอื่น" เข้าใจ เพราะเป็นเรื่องของรากเหง้าแห่งวิถีชีวิตของมนุษย์

ยายไฮคิดว่าไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสิ่งอื่นใด ถ้ามีที่นาน ลงแรงปลูกข้าว ชีวิตก็อยู่รอดโดยไม่ต้องพึ่งพากองทุนหมู่บ้านหรือการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนตามนโยบายของรัฐที่มุ่งให้มีเงินหมุนเวียนในระบบ กระทั่งทำให้ประชาชนต้องไปลงเอยที่หนี้นอกระบบในท้ายที่สุด

การพัฒนาประเทศของรัฐที่มุ่งให้มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงๆ เพื่อการยอมรับจากนานาประเทศ นั่นมิใช่ส่วนที่เลวร้ายแต่ประการใด แต่ตราบใดที่การพัฒนามีผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะรากเหง้าแห่งวิถีชีวิตดังเช่นกรณีของยายไฮก็เป็นสิ่งที่รัฐไม่ควรกระทำ เพราะแท้จริงแล้วความต้องการของประชาชนก็คือการอยู่อย่างเป็นสุขและมีความปลอดภัย

โดยเฉพาะความปลอดภัยจากความรุนแรงที่รัฐกระทำอย่างไร้สติ

ถือว่ายายไฮได้ให้ข้อคิดและบทเรียนดีๆ แก่รัฐเกี่ยวกับแนวทางในการพัฒนาประเทศว่าแท้จริงแล้ว "รากเหง้า" ของมนุษย์คืออะไร และรัฐควรพัฒนาประเทศอย่างไรจึงจะไม่ให้ได้ชื่อว่าไม่ข่มเหงรักแกหรือเอารัดเอาเปรียบ ไม่สร้างความรุนแรงให้เกิดขึ้นต่อประชาชน โดยเฉพาะบุคคลในระดับรากหญ้าที่เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

น่ายกย่องยายไฮที่อดทนต่อความเฉยเมยของรัฐได้อย่างทรนง จนกระทั่งกลายเป็นกระแสสังคมที่สั่นสะเทือนไปถึงรัฐบาล จนนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน ทั้งที่ก่อนหน้านี้กลับไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากทางการแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำกลับถูกตราหน้าจากเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานรัฐแม้กระทั่งเพื่อนบ้านว่า ยายไฮคือความดื้อรั้นอันไร้สาระของยายแก่ขี้เหนียวที่ไม่ยอมพัฒนาเหมือนคนอื่น

กระนั้น ยายไฮก็ได้พิสูจน์ให้ได้เห็นแล้วว่า การพัฒนาที่แท้จริงควรเป็นอย่างไร ตั้งอยู่บนความเดือดร้อนของประชาชนหรือไม่ คนระดับรากหญ้าต้องต่อสู้กับกลไกของรัฐผ่านการพัฒนาอันฉาบฉวยอย่างยากเย็นเพียงไร และความรุนแรงจากกลไกของรับทำร้ายคนคนหนึ่งได้อย่างไร ความเจ็บปวดจึงเกินกว่าคำนวณนับ

แม้วันนี้ยายไฮจะได้ที่นาคืนพร้อมได้รับเงินชดเชยไปแล้ว แต่มิใช่ว่านี่คือจุดจบของการต่อสู้อันยาวนานของยายไฮ ในเมื่อประเทศนี้ยังมี "ยายไฮ" คนอื่นๆ อีกมากมายที่ยังไม่เคยมีใครมองเห็น

และรอวันล้มหายตายจากไปโดยที่ไม่มีใครได้รับรู้
neg3.jpg
 
ดาวน์โหลด
ปฏิทินงานสถาบัน
พบกับเราที่ Facebook
พบกับเราที่ Twitter
เว็บเครือข่าย
บลอกสันติวิธี
หนังสือฟรี
top
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี สำนักงานอธิการบดี ชั้น 2
มหาวิทยาลัยมหิดล 999 ถ.พุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170
โทรศัพท์: 0 2849 6072-5 โทรสาร: 0 2849 6075 อีเมล: pewww@mahidol.ac.th