Ortho TriCyclen-LO

arrow หน้าแรก arrow บทความสันติวิธี arrow บทความอื่นๆ arrow อวนลากที่ปัตตานี Wednesday, 02 December 2020  
 
<---ตั้งแต่ ก.ค. 54 ศูนย์ฯสันติวิธีและศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาฯ ได้เปลี่ยนแปลงชื่อหน่วยงานเป็น "สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา(สสมส.)"แล้ว
Search this site
จุลสารสานสันติ
ลุ่มน้ำสายบุรี
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 4142573
ผู้เยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

อวนลากที่ปัตตานี PDF พิมพ์ ส่งเมล

 

#---อวนลากที่ปัตตานี---#

Image

 โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

ปัญหาทรัพยากรชายฝั่งที่ปัตตานีเวลานี้ เป็นตัวอย่างความล้มเหลวของระบบต่างๆในประเทศไทยที่จะพิทักษ์ปกป้องทรัพยากรไว้ให้คนไทยได้ใช้อย่างเท่าเทียมกัน หรือแม้แต่จะปกป้องไว้ให้ลูกหลานได้ใช้ในอนาคตก็ดูจะมืดมน

หลังจาก ชาวบ้านประสบความสำเร็จ ในการป้องกันมิให้เรืออวนรุนของนายทุนระดับชาติ เข้าใกล้ชายฝั่ง เพื่อกอบโกยกำไร โดยไม่คำนึงถึงการทำลายระบบนิเวศของชายฝั่งอย่างป่นปี้ ทั้งนี้ ทั้งโดยอาศัยมาตรการที่ชาวบ้านจัดขึ้นเอง (เช่น มีเรือเหล็กคอยไล่จับเรืออวนรุนที่เข้าใกล้ชายฝั่ง) และได้รับความร่วมมือกับทางราชการ ในที่สุดเรืออวนรุนในอ่าวปัตตานีก็ลดจำนวนลง

แต่ก่อนที่จะสามารถ ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของอ่าวปัตตานีให้กลับมาเหมือนเดิมได้ ทุนก็สามารถกอบโกยทรัพยากรด้วยวิธีทำลายได้ไม่น้อยกว่ากัน โดยซ่อนรูปเข้ามาเบื้องหลังชาวบ้าน ซึ่งพากันทำประมงด้วยอวนลากซึ่งมีลูกหินถ่วงนับเป็นร้อยเป็นพันราย

ประมง อวนลากใช้อวนตาถี่ในรูปของถุงขนาดใหญ่ ถ่วงด้วยลูกหิน ใช้เรือลากอวนนี้ไปตามพื้นทะเล ครูดเอาทุกสิ่งทุกอย่าง นับตั้งแต่สัตว์น้ำขนาดเล็กไปจนถึงเครื่องมือประมงพื้นบ้านที่อยู่ในบริเวณ นั้น กวนให้น้ำทะเลแถบนั้นขุ่นจนไม่เหมาะแก่การวางไข่และอนุบาลสัตว์เล็ก อีกทั้งทำลายระบบนิเวศของพื้นทะเลไปอย่างย่อยยับ ไม่ต่างอะไรจากเรืออวนรุน เพียงแต่ทำการได้ในพื้นที่เล็กกว่าเท่านั้น แต่หากมีจำนวนมากเป็นหลายร้อยลำอย่างในอ่าวปัตตานี ก็มีผลไม่ต่างอะไรกัน

แม้ ว่าเรืออวนลากไม่จำเป็นต้องใช้เรือใหญ่นัก แต่กระนั้นก็นับว่าเป็นการลงทุนที่ไม่น้อยสำหรับชาวบ้านที่จะทำประมงอวนลาก นายทุนแพปลาในพื้นที่จึงให้กู้ ทั้งเพื่อกำไรจากเงินกู้ และเป็นหลักประกันว่าแพปลาของตนจะได้สินค้าอย่างแน่นอน เหตุดังนั้นจึงมีชาวบ้านจำนวนมาก โดยเฉพาะในเขตอำเภอเมือง (รูสะมิแล) ที่ไปเอาเงินกู้จากนายทุนแพปลา และทำประมงอวนลากกันจำนวนมาก

การ ดิ้นรนของชาวบ้านเพื่อประกอบอาชีพประมงต่อไปเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ เพราะความเสื่อมโทรมของอ่าวปัตตานีทำให้การทำประมงชายฝั่งด้วยวิธีแบบเก่า ไม่สามารถเลี้ยงชีพได้ต่อไป จะหันไปทำอาชีพอื่นก็เป็นไปได้ยาก ฉะนั้นเมื่อโอกาสอันนี้โผล่ขึ้นมา จึงเป็นธรรมดาที่ชาวประมงพื้นบ้านจำนวนมาก ยอมเสี่ยงเข้าไปทำ 

เหมือนชาวบ้านไทยทั้งประเทศที่ถูกบีบจากเงื่อนไขทั้งทางนิเวศและสังคม จนไม่เหลือทางเลือกอะไรมากไปกว่าที่ทุนจะหยิบยื่นให้

กระทรวง เกษตรฯได้ออกประกาศในวันที่ 3 มกราคม 2551 ห้ามใช้อวนลากในเขตที่หวงห้าม และอ่าวปัตตานีถูกกำหนดเป็นพื้นที่หวงห้าม แต่ปรากฏว่าชาวบ้านก็ยังคงทำประมงด้วยเครื่องมืออวนลากต่อไป ซ้ำขยายตัวขึ้นอย่างกว้างขวางอีกด้วย

ทั้งนี้ เพราะเมื่อมีทุนหนุนหลัง การทำอวนลากก็ได้รับการสนับสนุนจากราชการจังหวัด แม้ว่าเจ้าหน้าที่กรมประมงได้ออกจับกุมดำเนินคดีอย่างไม่หยุดหย่อน แต่ชาวบ้านผู้ทำอวนลากก็ยังคงดำเนินการต่อไป บางครั้งถึงกับนำเรือมาล้อมเรือเจ้าหน้าที่ไว้ เพื่อขอให้ปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมและปล่อยให้ใช้เครื่องมืออวนลากต่อไปตามเดิม ดังเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2552, 21 กันยายน 2553, และ 14 ตุลาคม 2553 เป็นต้น

ทางจังหวัดพยายามอธิบายการละเมิด กฎหมายดังกล่าวว่า เป็นการแย่งชิงทรัพยากรกันของชาวบ้าน โดยไม่แยกแยะว่าการแย่งชิงนั้นกระทำถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และจะเป็นผลเสียต่อท้องทะเลในระยะยาวอย่างไร ชาวบ้านประมงชายฝั่งที่ยังทำมาหากินตามวิถีชีวิตแบบเดิม ยืนยันว่าทะเลเป็นพื้นที่เปิดสำหรับทุกคนที่จะเข้าไปทำประมง จึงไม่ได้คิดหวงห้ามผู้ใดมิให้ใช้ประโยชน์จากทะเล เพียงแต่ว่าต้องร่วมมือกันในการใช้ที่จะไม่ก่อความเสียหายแก่แหล่งทรัพยากร นี้

ความพยายามที่จะสู้กับต้นทุนที่นับวันมีแต่จะแพงขึ้น ทำให้ประมงชายฝั่งในวิถีเดิม พยายามหันกลับไปหาภูมิปัญญาดั้งเดิมในชุมชนของตน เพื่อจะทำประมงแบบที่ใช้ต้นทุนต่ำ ในขณะเดียวกันก็อนุรักษ์สัตว์น้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์ไปพร้อมกัน เช่นการปล่อย "ซั้ง" หรือใบมะพร้าวในทะเล สำหรับเป็นแหล่งให้ปลาวางไข่และอนุรักษ์ลูกอ่อน

แต่ท่าที "ให้ท้าย" ของจังหวัดเช่นนี้ กลับทำให้เจ้าหน้าที่ประมงและผู้นำชาวประมงพื้นบ้านตามวิถีเดิมถูกคุก คามอย่างหนัก บางคนต้องหลบหนีออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัยของตนเอง เจ้าหน้าที่กรมประมงหมดกำลังใจที่จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเที่ยงธรรมแก่ทุก ฝ่าย เพราะมีแต่จะทำให้ถูกเพ่งเล็งจากผู้ใหญ่

ท่าทีของจังหวัด ไม่ได้มาจากอิทธิพลของทุนเพียงฝ่ายเดียว แต่นักการเมืองในพื้นที่ทั้งสองพรรค ต่างมีจุดยืนเดียวกัน คือสนับสนุนด้วยวาจาให้ชาวบ้านทำประมงด้วยเครื่องมืออวนลาก เพราะจำนวนผู้ทำประมงลักษณะนี้มีจำนวนมาก จึงเป็นฐานคะแนนเสียงที่ดี นักการเมืองได้บอกแก่ชาวบ้านกลุ่มนี้ว่า หากตนได้ตำแหน่งทางการเมืองก็จะสนับสนุนให้ทำต่อไป โดยไม่ถูกขัดขวางจากกรมประมงอีก

นักการเมืองก็ทำอวนลาก เหมือนกัน แต่เป็นอวนลากทางการเมือง กล่าวคือสนับสนุนเพื่อให้ได้คะแนนเสียง โดยไม่สนใจว่า การเมืองเชิงทำลายเช่นนี้จะเป็นภัยต่อระบบนิเวศทางการเมืองอย่างไร ในขณะที่พรรคการเมืองทำอย่างเดียวกัน เพียงแต่ทำกับนายทุนผู้สนับสนุนพรรค

อัน ที่จริง ทรัพยากรในประเทศไทยเวลานี้ หาคนปกป้องไม่ได้ นอกจากคนเล็กๆ ผู้ใช้ทรัพยากรนั้นอย่างยั่งยืนมาหลายชั่วคน ระบบการเมืองและระบบราชการ ไม่เอื้อต่อการพิทักษ์ปกป้องทรัพยากร บางครั้งก็ไม่คิดถึงคน คิดถึงแต่ทุน บางครั้งเมื่อคิดถึงคน ก็กลายเป็นคนที่หลุดลอยออกมาจากความมั่นคงของระบบนิเวศ ดังกรณีปัตตานีที่กล่าวแล้วนี้

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะนักการเมือง เป็นคนเลว หรือข้าราชการเป็นคนเลว แต่ทั้งสองฝ่ายทำงานอยู่ในระบบที่รวมศูนย์เกินไป การบริหารจัดการทรัพยากรตั้งแต่ระดับท้องถิ่นขึ้นไปถึงระดับประเทศ ถูกกระจุกอยู่ในมือของคนไม่กี่คน คือข้าราชการระดับสูงและนักการเมืองระดับชาติ จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่คนเหล่านี้จะฉ้อฉลอำนาจในระบบรวมศูนย์เช่นนี้ได้ ง่าย เอาอำนาจที่มีอยู่ไปตอบสนองประโยชน์ส่วนตน ไม่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ก็เป็นประโยชน์ทางการเมือง

แม้แต่ยึดอำนาจทำรัฐประหาร แต่การบริหารจัดการทรัพยากรก็ยังอยู่ในโครงสร้างเดิม คือรวมศูนย์ไว้ในมือคนไม่กี่คนตามเดิม นักรัฐประหารที่ชอบคิดว่าคนอื่นชั่ว แต่ตัวดีนั้น จึงหันไปทำอย่างเดียวกันกับที่นักการเมืองและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในอดีตได้ เคยทำมาแล้ว คือเอาทรัพยากรไปบำเรอทุน หรือเอาไปใช้เพื่อเรียกคะแนนนิยมจากคนชั้นกลางในเมือง เพราะคนชั้นกลางในเมืองคือฐานอำนาจของคณะรัฐประหารเกือบทุกคณะ

การ แก้ปัญหาเช่นกรณีปัตตานี คือการกระจายอำนาจที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการกระจายงบประมาณเท่านั้น แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือการกระจายอำนาจการบริหารจัดการทรัพยากรลงไปถึงท้อง ถิ่นระดับต่างๆ คนที่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชายฝั่ง รวมทั้งผู้ที่ทำประมงอวนลากด้วย ควรมีโอกาสเจรจาต่อรองกันเอง ชาวบ้านนั้นพูดกันเองรู้เรื่องได้ดีกว่าผ่านคนกลางที่เป็นนักการเมืองหรือ นายทุน เพราะชาวบ้านมีกลไกทางวัฒนธรรมในการบังคับควบคุมพฤติกรรมของสมาชิก ละเอียดซับซ้อนและมีประสิทธิภาพดีกว่ากฎหมาย หรือระเบียบกระทรวงเสียอีก

โอกาส ที่ชาวบ้านได้เจรจาต่อรองกันเองเช่นนี้ อาจนำไปสู่ความร่วมมือในด้านอื่นๆ ต่อไปในอนาคต เช่น ทำธุรกิจแพปลาในรูปสหกรณ์ เป็นต้น ซึ่งเป็นธรรมดาที่สหกรณ์ของชาวบ้านย่อมไม่สนับสนุนให้เงินกู้แก่ประมงเชิง ทำลายเช่นนั้น

หากเราไม่เร่งให้อำนาจตัดสินใจในการใช้ ทรัพยากรแก่คนเล็กคนน้อยซึ่งเป็นผู้พิทักษ์ปกป้องทรัพยากรของประเทศโดยเร็ว ประเทศไทยจะไม่มีอนาคตสำหรับลูกหลานของเราอีกต่อไป

 

ที่มา : http://www.matichon.co.th

 

neg2.jpg
 
ดาวน์โหลด
ปฏิทินงานสถาบัน
พบกับเราที่ Facebook
พบกับเราที่ Twitter
เว็บเครือข่าย
บลอกสันติวิธี
หนังสือฟรี
top
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี สำนักงานอธิการบดี ชั้น 2
มหาวิทยาลัยมหิดล 999 ถ.พุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170
โทรศัพท์: 0 2849 6072-5 โทรสาร: 0 2849 6075 อีเมล: pewww@mahidol.ac.th