Ortho TriCyclen-LO

arrow หน้าแรก Wednesday, 02 December 2020  
 
<---ตั้งแต่ ก.ค. 54 ศูนย์ฯสันติวิธีและศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาฯ ได้เปลี่ยนแปลงชื่อหน่วยงานเป็น "สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา(สสมส.)"แล้ว
Search this site
จุลสารสานสันติ
ลุ่มน้ำสายบุรี
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 4142574
ผู้เยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สะพานสู่ความร่วมมือ คือ การสร้างความไว้วางใจ PDF พิมพ์ ส่งเมล

“ก็ได้แต่หวังว่า การทักทอสายสัมพันธ์จะก่อให้เกิดสายใยแบบเวทีที่ยืดหยุ่น และปรับตัวอย่างชาญฉลาด
อุปมาดั่งใยแมงมุมที่ค่อยๆถักทอเส้นใยให้หนาแน่น ทนนาน
เราจะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
แม้บางชั่วขณะหนึ่งขณะนั้น จะเต็มไปด้วยความหวาดระแวงสงสัย
แต่ด้วยความจริงใจนี้ เพียงพอหรือไม่ที่จะมาร่วมแรงร่วมใจ สานสัมพันธ์นำสันติสุขสู่แผ่นดินของเรา”

 **************************************************************

การสร้างความไว้วางใจเป็นงานที่มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะสังคมที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวง เราจะทำให้ความไว้วางใจเกิดขึ้นได้อย่างไร ในท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ หากเราไม่สามารถทำลายกำแพงหวาดระแวงไปได้ ความไว้วางใจจึงหมายถึงสะพานที่จะทำให้การทำงานอื่นๆมีความเป็นไปได้ นักวิจัยเชิงคุณภาพโดยเฉพาะนักมานุษยวิทยาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ความไว้วางใจจึงหมายถึงสะพานสู่ความร่วมมือ และยังเป็นมิตรภาพอันยิ่งใหญ่ ทำให้คนพูดคุยกันได้อย่างเปิดใจ 

นับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2547 เป็นต้นมา สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและอย่างน่าหวั่นวิตก ไม่ว่าเกิดขึ้นจากสาเหตุใดก็ตาม ปัญหาดังกล่าวได้ทำลายขวัญกำลังใจแก่ทุกภาคส่วน ทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจกัน โดยเฉพาะชาวบ้านในพื้นที่ แม้หลายฝ่ายได้พยายามแก้ไขปัญหา มีการให้ความสำคัญกับการพัฒนากรอบคิดเรื่องการสร้างความไว้วางใจ และร่วมกันประเมินสถานการณ์ด้านความไว้วางใจ เช่น ฝ่ายทหารก็พยายามเข้าไปให้ความช่วยเหลืองานพัฒนาแก่ชาวบ้าน (กรมกิจการพลเรือนทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด, 2548) ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ก็พยายามสร้างความเข้าใจและเข้าถึงประชาชนด้วยยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” รวมทั้งการลดเงื่อนไขด้านความไม่เป็นธรรมในสังคม ให้เกิดการยอมรับ และไว้วางใจต่อการปฏิบัติงานของภาครัฐ และให้การสนับสนุนการปฏิบัติงานของภาครัฐ (2550) ขณะที่สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสภาที่ปรึกษาเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (2551) เสนอให้ทำงานด้านการสร้างความไว้วางใจในหลายมาตรการ เช่น การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและผู้ที่ได้รับผลกระทบ, สนับสนุนให้ประชาชนเรียนรู้วัฒนธรรมระหว่างกัน, สร้างความเข้าใจและลดความหวาดระแวงผู้ที่มีวัฒนธรรมต่างกัน, เจ้าหน้าที่ควรพบปะเยี่ยมเยือนประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง, จัดตั้งคณะทำงานพิเศษภาคประชาชน มีบทบาทส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ทำงานคู่กับหน่วยงานของรัฐ เพราะเห็นว่าการแก้ไขปัญหาทางสังคมที่ผ่านมายังไม่ให้ความสำคัญถึงเงื่อนไขและความขัดแย้งในพื้นที่ เช่น การสร้างความเชื่อถือไว้วางใจ การให้ความเป็นธรรม การสานเสวนาทุกระดับ เป็นต้น ส่วนคณะกรรมการอำนวยการส่งเสริมสร้างความสมานฉันท์ (กอส.) ก็ให้ความสำคัญกับการเปิดเผย “ความจริง”  และการยอมรับความเสี่ยงทางสังคม เพื่อที่จะเสริมสร้างความไว้วางใจระหว่างกัน  

สำหรับศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี (เดิม) ปัจจุบันได้ยกสถานะเป็นสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา โดยทำงานอย่างแข็งขันนับตั้งแต่พ.ศ. 2548-2552 ได้มุ่งมั่นขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การสร้างความไว้วางใจ (โคทม อารียา, 2551) ถึง 13 โครงการ และยังดำเนินการต่อเนื่องเรื่อยมาจนปัจจุบัน เพื่อต้องการสื่อสารกับสังคมให้เกิดความไว้วางใจกัน โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มประเด็น คือ การเยียวยาผู้สูญเสีย, สิทธิมนุษยชน, การสื่อสารกับสังคมเพื่อความสมานฉันท์, และการส่งเสริมเวทีวัฒนธรรมที่ช่วยให้คนไทยในภาคอื่นเข้าใจคนไทยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ดียิ่งขึ้น 

ภาพจาก: http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/59/5059/images/takbai01.jpg

ในด้านการเยียวยาผู้สูญเสียนั้นนับว่าเป็นภารกิจแรกๆที่มีการขับเคลื่อน โดยเริ่มทำงานกันตั้งแต่ปีพ.ศ. 2548-2549 ในลักษณะการวิจัยเชิงปฏิบัติการผ่านการจัดกิจกรรมกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่าการเยียวยาจากสถานการณ์ความขัดแย้งและความรุนแรงจะต้องกระทำอย่างน้อย 3 ประการ คือ การดูแลจิตใจ ดูแลเรื่องเศรษฐกิจ และอำนวยให้เกิดความยุติธรรมอย่างเสมอภาค นอกจากนี้ ผลที่เกิดขึ้นหลังจากผู้วิจัยได้เข้าไปเยี่ยมเยียน จัดกิจกรรมเยียวยาจิตใจผู้หญิงจากครอบครัวผู้ที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ จนทำให้กลุ่มเป้าหมายส่วนหนึ่งมีความเข้มแข็ง ช่วยเหลือตัวเองได้ และเป็นเรี่ยวแรงสำคัญที่จะช่วยเหลือผู้อื่น จนได้รวมตัวกันตั้งกลุ่ม สตรีสานสัมพันธ์สู่สันติสุข หรือ กลุ่มส.ซิกซ์ เพื่อช่วยเหลือเด็กกำพร้า ฟื้นฟูเยียวยาผู้สูญเสีย ส่งเสริมและจัดหาอาชีพให้กับผู้สูญเสีย ติดตามสิทธิการได้รับความช่วยเหลือของผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบจากรัฐบาล และยุติความรุนแรงด้วยสันติวิธี เพื่อไม่ให้มีผู้สูญเสียเพิ่มขึ้น และผลจากการทำงานดังกล่าว ยังส่งผลให้ได้มีการรวบรวมประสบการณ์ที่มีการนำเสนอผลการวิจัยในรูปแบบหนังสือเล่ม (Pocketbook) ในปี 2550 ชื่อ ตาบใบในอากาศ[1] ซึ่งได้ทำให้เกิดการรับรู้มากขึ้นและก็น่าจะสร้างความสะเทือนใจให้แก่ผู้รับรู้ข่าวสาร แต่ก็ยังไม่มีการประเมินกันว่าได้ทำให้เกิดผลกระทบกว้างขวางเพียงไร 

ประเด็นที่สองเป็นการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่เป็นทั้งการวิจัยเอกสารและรวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงของการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเริ่มต้นด้วยการศึกษา วิเคราะห์ และรวบรวมกรอบแนวคิดเกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในบริบทสังคมไทยและตามมาตรฐานสากลระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน และศึกษาวิเคราะห์เปรียบเทียบความเหมือนหรือแตกต่างกันระหว่างสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในบริบทสังคมไทยและตามมาตรฐานสากลระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน[2] ก่อนที่จะทำการศึกษาในเชิงลึกในอีก 2 โครงการ คือ การศึกษาวิจัยเรื่อง การเสาะแสวงหาข้อเท็จจริงเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดภาคใต้ (Fact Findings) การสำรวจเบื้องต้น[3] แม้การศึกษาระยะแรกจะได้เพียงข้อมูลระดับผิวเผินเกี่ยวกับหน่วยงานที่ทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ความรุนแรงของจังหวัดชายแดนใต้ แต่ก็ทำให้เข้าใจได้ว่า นับตั้งแต่ต้นปี 2547 เป็นต้นมา มีงานวิจัยและมีการจัดตั้งศูนย์ในสถาบันวิชาการขึ้นหลายแห่ง แต่ก็ไม่ได้ทำการเสาะแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อทำความจริงให้ปรากฏ ส่วนข้อมูลส่วนหนึ่งที่ได้มีการเสาะหาข้อเท็จจริงนั้นก็มีลักษณะเป็นข้อมูลของเจ้าของข้อมูลที่ต้องการนำเสนอ มีวิธีการรวบรวมข้อมูลและวิธีการนำเสนอที่ต่างกัน ทั้งที่เข้าถึงได้ทั่วไปและเข้าถึงได้ยาก ซึ่งประกอบด้วยองค์กรภาครัฐ องค์กรอิสระ สถาบันวิชาการ องค์กรเอกชน และสื่อมวลชน 

อย่างไรก็ตาม จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ภาครัฐให้ความสำคัญกับการค้นหาข้อเท็จจริงน้อยมาก และข้อเท็จจริงที่มีการค้นหาและนำมาเผยแพร่ ก็เป็นข้อเท็จจริงที่เขียนไม่หมด และภาครัฐก็ไม่พยายามที่จะทำให้เกิดความกระจ่าง และยังมีความใส่ใจกับปัญหาการสูญหายน้อยมาก มีเพียง Human Right Watch (HRW) และคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพที่มีการค้นหาข้อเท็จจริง แต่ก็อาจมีอีกนับร้อยกรณีที่กำลังรอคอยความกระจ่าง และตลอดช่วงกว่า 3 ปีที่ผ่านมา หากการหาและให้ข้อเท็จจริงเป็นไปเพื่อการปกป้องสิทธิมนุษยชนและสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้เสียหายและผู้เกี่ยวข้อง ข้อเท็จจริงอาจบาดเจ็บน้อยลงและได้รับการเปิดเผยมากขึ้น 

ต่อมาการศึกษาวิจัยในประเด็นสิทธิมนุษยชนได้รับการสานต่อจากสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ โดยร่วมกันทำโครงการแสวงหาข้อเท็จจริงและการบันทึกการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสามจังหวัดภาคใต้[4] ผลการวิจัยพบว่า บทบัญญัติของพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน และผลจากการศึกษา 24 กรณี การปฏิบัติของเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามพระราชกำหนดฯ ละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน คือ พระราชกำหนดฯแม้จะเข้าองค์ประกอบแรกที่สามารถออกได้ด้วยความจำเป็นต่อการแก้ไขสถานการณ์ในภาคใต้ที่มีลักษณะเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง แต่ก็ไม่ผ่านเงื่อนไขประการที่สองที่รัฐธรรมนูญอนุญาต นั่นคือ พระราชกำหนดมีบทบัญญัติที่สร้างความกระทบกระเทือนต่อสาระสำคัญของสิทธิมนุษยชน ได้แก่ ขัดต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย ขัดต่อหลักการตรวจสอบถ่วงดุล ขัดต่อหลักนิติธรรม ขัดต่อหลักสิทธิในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา  และการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานก็ยังละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายประการ เช่น การละเมิดสิทธิในชีวิตและร่างกาย การละเมิดสิทธิผู้ต้องหาในกระบวนการยุติธรรม ประกอบด้วยสิทธิในการได้รับการเยี่ยมเยียนตามสมควรจากญาติหรือผู้ที่ตนไว้วางใจ สิทธิไม่ถูกทำร้ายร่างกายหรือทรมานเพื่อให้รับสารภาพ สิทธิที่จะไม่ถูกจับกุมหรือควบคุมตัวโดยพลการ สิทธิจะได้รับการแจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดและแจ้งข้อหาให้ทราบก่อนสอบสวน  สิทธิได้รับการประกันตัว  สิทธิที่จะได้รับการปล่อยตัวเมื่อถูกคุมขังโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย  และสิทธิที่จะได้รับการชดเชยจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานโดยมิชอบ 

ประเด็นที่สามเป็นการทำงานเพื่อสื่อสารกับสังคม ซึ่งได้ดำเนินการใน 4 โครงการ ได้แก่ โครงการจินตนาการใหม่ความเป็นไทย โครงการเล่าขานตำนานใต้ โครงการมหกรรมสันติวิธี และโครงการสันติอาสาสักขีพยาน 

สำหรับโครงการจินตนาการใหม่ความเป็นไทย[5] นั้น แม้ไม่ได้ข้อค้นพบอะไรใหม่ แต่ข้อมูลทางวิชาการที่ได้จากการทบทวนวรรณกรรมและเวทีการสนทนากลุ่มย่อยจากตัวแทนเยาวชนในสถาบันการศึกษาระดับต่างๆ ทำให้ได้รับการตอกย้ำอีกครั้งว่า ความพยายามรวมความเป็นไทยที่เป็นหนึ่งเดียวในลักษณะของวัฒนธรรมชาติไทยโดยการผลิตซ้ำผ่านสื่อต่างๆอย่างต่อเนื่องและกว้างขวาง ทำให้ครอบงำวิธีคิดของคนไทยซึ่งยากจะรื้อถอน และได้สร้างความอึดอัด ขัดแย้ง ต่อคนกลุ่มน้อย ที่แสดงให้เห็นถึงความคับแคบ จำกัด ในมุมมองเรื่องความเป็นไทย การวิจัยเรื่องนี้ได้สะท้อนให้เห็นความจำเป็นในเรื่องของจินตนาการใหม่ความเป็นไทยที่ให้ความสำคัญในความแตกต่างหลากหลาย แต่ไม่แปลกแยก เป็นความต่างที่ช่วยกันก่อร่างสร้างชาติไทยขึ้นมาอย่างงดงามภายใต้เอกลักษณ์ของความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ภาษา วัฒนธรรม ทั้งที่ดำรงอยู่ และอาจเกิดขึ้นในอนาคต จากการศึกษาวิจัยทำให้มีข้อเสนอว่าจำเป็นที่จะต้องขยายความคิดเรื่องความเป็นไทยให้กว้างขวางออกไปจนสามารถมีที่ทางให้ทุกชาติพันธุ์ ภาษา วัฒนธรรม ได้อยู่ร่วมกันอย่างไม่อึดอัด เป็นการยอมรับความแตกต่างเพื่อการอยู่ร่วมกัน ซึ่งน่าจะสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในสังคมสมัยใหม่อย่างมีชีวิตชีวาและอย่างสงบสันติ 

พันแสงรุ้ง ตอน "คนเล" พันแสงรุ้ง ตอน "คนเล"

จากนั้นโครงการจินตนาการใหม่ความเป็นไทย ระยะที่ 2 ได้ทำงานต่อเนื่องจากระยะแรก เพื่อมุ่งการสื่อสารสาธารณะ สร้างความเข้าใจ ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ลดอคติ เปิดพื้นที่ทางความคิด ซึ่งได้นำเสนอเป็นสื่อโทรทัศน์ในรายการ พันแสงรุ้ง และได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างกว้างขวาง ตลอดทั้งได้มีการผลิตวิดีทัศน์รายการที่ออกอากาศแล้วเพื่อนำไปเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง โดยวางจำหน่ายและจ่ายแจกสู่สถาบันการศึกษาและผู้สนใจ ตลอดทั้งผลิตเสื้อเพื่อแจกแก่ผู้ให้ข้อมูลและผู้ชมรายการ การดำเนินงานต่อเนื่องด้วยสื่อโทรทัศน์ดังกล่าวได้ทำให้เกิดการรับรู้ เกิดความเข้าใจแก่ผู้คนในสังคมไทย และเริ่มได้รับความสนใจจากต่างประเทศ เช่น ประเทศเวียดนาม ที่นำสารคดีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยและเวียดนามออกเผยแพร่ในโทรทัศน์ของประเทศตนด้วย 

ในส่วนของการสร้างความเข้าใจในมิติประวัติศาสตร์นั้น ได้มีการศึกษาวิจัยในโครงการเล่าขานตำนานใต้ ซึ่งเป็นเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์และตำนานพื้นบ้าน อันเป็นการเชื่อมโยงสายใยผ่านความรู้ความเข้าใจที่ทำให้เห็นมิติทางวัฒนธรรมอันหลากหลายระหว่างเชื้อชาติด้วยความเคารพ อันเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำระหว่างกัน ที่จะส่งผลให้เกิดความเข้าอกเข้าใจและลดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อกันได้ 

นอกจากนี้ การสื่อสารกับสังคมยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากมหกรรมสันติวิธีครั้งที่ 1 ซึ่งมีการประชุมปฏิบัติการ การอบรม การเสวนา ปาฐกถาและการอภิปราย และจัดนิทรรศการ ภาพวาด ละคร ดนตรี รายการทางวัฒนธรรมต่างๆ โดยมีภาคีกว่า 50 องค์กร เช่น องค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรชาวบ้าน องค์กรอิสระ องค์กรมหาชน หน่วยงานรัฐ โดยมีผู้เข้าร่วมราว 600 คน มีเนื้อหา 4 ประเภท คือ 

1) การศึกษาและการสื่อสารเพื่อสันติภาพ โดยใช้ยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาด้วยการสร้างค่านิยมแบบสันติวิธีเพื่อให้รู้จักเคารพความหลากหลาย รู้จักสื่อสารเพื่อสันติ ซึ่งเป็นภาษาแห่งความกรุณา ด้วยการบอกความต้องการของตัวเองและรับฟังผู้อื่นอย่างไม่คาดหวัง การศึกษาแบบมีส่วนร่วมของผู้ปกครองชุมชน และการสอนภาษาไทยเป็นภาษาที่สองแบบรับภาษา  

2) สุขภาวะ เป็นเรื่องความมั่นคงที่ประกอบด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ปัจจุบันได้รับความเสื่อมโทรมมาก จึงต้องสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นเป็นที่ประจักษ์ ยกเลิกพระราชกำหนด ไม่สร้างความขัดแย้งเพิ่มขึ้น 

3) การพัฒนาและการสร้างสรรค์ชุมชน ที่อิสลามให้ความสำคัญกับการพัฒนาจิตใจหรือตัวเราเองเพื่อให้เป็นคนมีศีลธรรมตามหลักศาสนาก่อน แล้วจึงนำไปสู่การพัฒนาชุมชน เมื่อชุมชนพัฒนาผลนั้นก็ตกสู่ประเทศชาติ 

4) การแก้ไขความขัดแย้งและการเยียวยา ได้กล่าวถึงประเด็นต่างๆที่นำมาสู่การพิจารณาร่วมกัน คือ สาเหตุของความขัดแย้ง สภาซูรอเพื่อปรึกษาหารือและแก้ไขปัญหา การสานเสวนาเป็นกระบวนการป้องกัน แก้ปัญหา ด้วยสันติวิธี ธรรมาภิบาลการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และสิทธิมนุษยชน 

ขณะที่ในปีถัดมาโครงการมหกรรมสันติวิธี[7] ได้ร่วมกับองค์กรด้านสันติวิธี 25 องค์กร เพื่อจุดประกายความคิดให้ผู้คนในสังคมสนใจศึกษาวิธีจัดการความขัดแย้งในระดับต่างๆโดยสันติวิธี และมีเวทีวิชาการที่จัดขึ้นเพื่อนำเสนอความคิดใหม่ๆและการอภิปรายต่างๆเพื่อให้เกิดความเข้าใจแก่สังคมไทยเกี่ยวกับสันติภาพและสันติวิธี โดยเป็นผลงานทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ทั้งระดับทฤษฎี ระดับปฏิบัติ และระดับนโยบาย รวม 15 เรื่อง แบ่งเป็นบทความแสดงทัศนะ 9 เรื่อง และบทความวิจัย จำนวน 6 เรื่อง นับว่าเป็นความพยายามที่สะท้อนความสนใจเกี่ยวกับสันติภาพของนักวิชาการในสถานการณ์ร่วมสมัยในขอบข่ายของสาขาวิชา สันติศึกษา ซึ่งเป็นโจทย์ท้าทายวงการสันติศึกษาของไทย 

จากนั้นโครงการสันติอาสาสักขีพยาน[8] ได้เกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางการขับเคลื่อน ด้วยสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงและไม่มีความไว้วางใจกันยังคงปกคลุมทั่วไปในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และด้วยสถานการณ์ความรุนแรงที่มีความเข้มข้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการล้อมจับกุม[9] (ผู้ถูกจับ ตั้งเดือนพฤษภาคม ตุลาคม 2550 รวม 372 คน) กราดยิง ถูกจับเป็นตัวประกัน ถูกข่มขืน เกิดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนเพิ่มมากขึ้น การทำงานของโครงการสันติอาสาสักขีพยานจึงเป็นไปอย่างยากลำบาก มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การทำงานกันอย่างต่อเนื่อง และต้องอดทนต่อสู้ทั้งต่อความหวาดกลัว เสียขวัญ ไม่ปลอดภัย จนเกือบจะปิดพับโครงการกันไป แต่ด้วยความเสียสละและจิตใจอันอดทนเข้มแข็งของคนทำงานอาสาสมัคร และได้มีการถอดบทเรียน การดำเนินงานจึงสามารถเดินหน้าต่อไปได้ 

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การกวาดจับ และเหตุการณ์รายวันยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างความขัดแย้ง เจ็บปวดให้แก่ผู้สูญเสีย และเกิดความรู้สึกที่ไม่เป็นธรรมเพิ่มมากขึ้น แต่โครงการฯก็ได้เข้าไปทำงานในฐานะคนกลางและสะท้อนเสียงของคู่กรณี วิเคราะห์ปัญหาและเสนอทางออกเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ นำเสนอบทความ 5 ชิ้นสู่สื่อสาธารณะ และด้วยการทำงานต่อเนื่องอย่างค่อยเป็นค่อยไป ก็พอที่จะทำให้โครงการฯมีความหวังในการสร้างนักกิจกรรมสันติภาพในพื้นที่ขึ้นมาได้บ้าง แต่เมื่อผ่านการทำงานสู่ปีพ.ศ. 2551-2552 ซึ่งทำให้คณะทำงานได้มีประสบการณ์การทำงานเชิงพื้นที่มากขึ้น จึงได้มีการเรียบเรียงข้อมูลประสบการณ์ภาคสนาม เพื่อเผยแพร่เป็นหนังสือชื่อ สันติอาสา สักขีพยาน เสียงกระซิบจากความเงียบ ที่จัดทำได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งผู้เขียนได้นำเสนอเรื่องราวของผู้สูญเสียจากเหตุการณ์รุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ไม่ใคร่ปรากฏหรือเป็นที่รับรู้ในสังคมไทย และเขียนขึ้นจากประสบการณ์การทำงานในพื้นที่ นอกจากนี้ สันติอาสาสักขีพยานยังได้ร่วมสังเกตการณ์ในศาล ลงพื้นที่เยี่ยมผู้ได้รับผลกระทบในบางเหตุการณ์ และลงพื้นที่เยี่ยมกรณีถูกจับและโดนซ้อมทรมานจนเสียชีวิตพร้อมกันไปด้วย 

ตากใบในอากาศ "เสียงกระซิบจากความเงียบ"

ประเด็นที่สี่เป็นการส่งเสริมเวทีวัฒนธรรมที่ช่วยให้คนไทยในภาคอื่นเข้าใจคนไทยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ดียิ่งขึ้น ซึ่งได้ดำเนินการ 3 โครงการ โดยเริ่มขับเคลื่อนด้วยโครงการเสียงจากชายแดนใต้[10] ที่เป็นการสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้และสื่อสารให้สังคมได้รับทราบ รายงานผลข้อเสนอของคณะกรรมอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) และหารายได้จัดทำโครงการสันติวิธีในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และกิจกรรมอื่นๆของเครือข่ายผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบ โดยมีการจัดเวทีเสวนาเพื่อสร้างองค์ความรู้ จัดนิทรรศการ เดินรณรงค์สร้างสันติ ยุติความรุนแรง การแสดงศิลปวัฒนธรรม ออกร้านจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ของผู้ได้รับผลกระทบ และมีสื่อหนังสือพิมพ์ได้ทำการสัมภาษณ์ และรายการวิทยุได้นำเสียงของผู้ได้รับผลกระทบออกอากาศ นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอหนังสั้นภายใต้แนวคิด ความรุนแรงสั้น สันติภาพยืนยาว ซึ่งทำให้ความคิดเรื่องสมานฉันท์ได้รับการแลกเปลี่ยนในกลุ่มคนสร้างหนังสั้น ทำให้มองเห็นความซับซ้อนของความขัดแย้ง เข้าใจว่าความสมานฉันท์นั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงแค่การบอกให้คนทำความเข้าใจกัน เพราะมีโครงสร้างทางสังคมกำกับอยู่อีกหลายมิติ จึงทำให้เกิดการคิดต่อและระวังไว เกิดสิ่งที่เรียกว่า การคิดอย่างสร้างสรรค์ 

การทำงานด้านการสร้างไว้วางใจยังเกิดขึ้นในโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ระหว่างเยาวชนระดับภูมิภาค หรือ ค่ายเยาวชนเมล็ดพันธุ์สันติวิถี รุ่นที่ 1[11] ซึ่งเป็นการแตกหน่อความคิดของเจ้าหน้าที่ศพส.ที่ได้เดินทางไปร่วมฝึกอบรมในโครงการ The School of Peace (SOP) ที่เมืองบังกลอร์ ประเทศอินเดีย (Visthar Resource and Learning Centre Bangalore, India) จึงได้กลับมาคิดโครงการอบรมเยาวชนระดับภูมิภาค มีเยาวชนทั่วภูมิภาคของประเทศไทยเข้าร่วม โดยมีความแตกต่างหลากหลายทางศาสนา คือ พุทธ อิสลาม คริสต์ นับถือผี และความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติซึ่งประกอบด้วย ไทย ปกาเกอญอ มลายู อาข่า มลายู ตลอดระยะเวลาของโครงการฯ เยาวชนได้ร่วมเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ อันเป็นเนื้อหาของกระบวนการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมที่ช่วยให้เกิดบรรยากาศของความเป็นกัลยาณมิตร ทำให้เกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ระหว่างเยาวชน การยอมรับความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา ชาติพันธุ์ ที่มีความหลากหลาย และด้วยองค์ความรู้ที่เยาวชนได้รับจากกิจกรรมต่างๆที่โครงการฯจัดขึ้น ได้ก่อให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งต่อตัวเอง และมีความเข้าใจต่อผู้อื่น ต่อสังคม และโลกมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญกลุ่มเยาวชนยังได้ร่วมกันจัดกิจกรรม หว่านกล้าเมล็ดพันธุ์สันติวิถี ขึ้น เพื่อนำประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้จากโครงการฯ ไปถ่ายทอดต่อให้กับเยาวชนเพื่อหว่านกล้าเมล็ดพันธุ์สันติวิถีให้งอกเงย และงดงามในสังคมไทย โดยตั้งชื่อกลุ่มว่า กลุ่มเมล็ดพันธุ์สันติวิถี 

การจัดค่ายเยาวชนเมล็ดพันธุ์สันติวิถี รุ่นที่ 2[12] ยังคงเกิดขึ้นในปีต่อมา และด้วยดอกผลอันงดงามของเมล็ดพันธุ์สันติวิถี จึงทำให้ได้เกิดการหว่านและเพาะกล้าเมล็ดพันธุ์สันติวิถีอย่างต่อเนื่อง โดยหวังว่าจะสามารถเข้าไปลดปัญหาความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจกัน การไม่ฟังกัน การไม่ยอมรับ การไม่เคารพ ความหลากหลายทางความคิด ชาติพันธุ์ ภาษา ศาสนา ความเชื่อ ประเพณี และวัฒนธรรม และเพื่อสร้างพื้นที่ในการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน และนำไปสู่การขยายผลด้วยการริเริ่มทำกิจกรรมต่างๆ เช่น โครงการสื่อเพื่อสันติภาพ โครงการจากเขาสู่เล โบกรถเพื่อสันติภาพจากภาคเหนือสู่ภาคใต้ โครงการต้นกล้าขยายเมล็ดพันธุ์ เป็นต้น และหลังจากนั้นก็ยังมีการจัดค่ายดังกล่าวอย่างต่อเนื่องในทุกปี 

ด้วยความมุ่งมั่นทำงานด้านการสร้างความไว้วางใจที่ดำเนินการมานี้ หวังที่จะให้เป็นสะพานสู่การร่วมแรงร่วมใจกันอย่างแข็งขัน บัดนี้ได้ส่งผลให้เกิดเครือข่ายการทำงานขึ้นอย่างกว้างขวาง สร้างความมั่นใจ ความเข้าใจในการทำงาน ขยายพรมแดนความรู้ เกิดภาพแห่งความหวังอันเป็นภาพอนาคตจังหวัดชายแดนใต้[13] ที่อาจเกิดขึ้นได้ภายใต้สถานการณ์ของความขัดแย้ง รุนแรง ที่ยังหาฉันทามติได้ไม่ง่ายนัก ก็ได้แต่หวังว่า การทักทอสายสัมพันธ์ดังกล่าวจะก่อให้เกิดเครือข่ายสายใยแบบเวทีที่ยืดหยุ่นและปรับตัวอย่างชาญฉลาด (Smart Flexible Platform) ที่คนเห็นต่างกันคุยกันได้ อุปมาดั่งใยแมงมุมที่ค่อยๆถักทอเส้นใยให้หนาแน่น ทนนาน ก่อเกิดความไว้วางใจต่อคนทำงานขับเคลื่อน และส่งผลต่อการให้ความร่วมมือที่จะเข้ามาทำงานร่วมกันได้ เพราะย่อมรู้และเข้าใจตรงกันว่า เราต่างต้องการสันติภาพ และเราจะช่วยเหลือเกื้อกูลกันที่จะสร้างสรรค์สันติภาพให้เกิดขึ้น แม้บางชั่วขณะหนึ่งขณะนั้นจะเต็มไปด้วยความหวาดระแวงสงสัย แต่ด้วยความจริงใจในการทำงานอย่างต่อเนื่องนี้ เพียงพอหรือไม่ที่เราจะเข้ามาร่วมแรงร่วมใจสานสัมพันธ์นำสันติสุขสู่แผ่นดินของเรา



[1] นารี เจริญผลพิริยะ (บรรณาธิการ). ตากใบในอากาศ ความทรงจำที่ปลิดปลิวจากความรับรู้. นครปฐม : ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล, 2550.
[2] ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี. รายงานการศึกษาสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานตามกรอบรัฐธรรมนูญในบริบทของสังคมไทยและมาตรฐานสากลระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน, กรุงเทพฯ : กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ, 2549.
[3] ศรีประภา เพชรมีศรี และคณะ. การเสาะแสวงหาข้อเท็จจริงเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดภาคใต้ (Fact Findings) การสำรวจเบื้องต้น. นครปฐม : ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล, 2550.
[4] สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน. รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการแสวงหาข้อเท็จจริงและการบันทึกการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสามจังหวัดภาคใต้. นครปฐม : ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี  มหาวิทยาลัยมหิดล, 2551.
[5] กฤตยา อาชวนิจกุล และคณะ. จินตนาการความเป็นไทย. นครปฐม : สถาบันวิจัยประชากรและสังคม และศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล, 2551.
[6] คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ. มหกรรมสันติวิธี. กรุงเทพฯ : บริษัท เปนไท พับลิชชิ่ง จำกัด, 2549.
[7] ชาญชัย  ชัยสุขโกศล (บรรณาธิการ). รายงานการดำเนินงานโครงการมหกรรมสันติวิธี เวทีนำเสนอผลงานวิชาการด้านสันติศึกษา. นครปฐม : ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล, 2550.
[8] นารี เจริญผลพิริยะ. รายงานความก้าวหน้าโครงการสันติอาสาสักขีพยาน งวดที่ 1-4. นครปฐม: ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี, 2550.
[9] ข้อมูล จากศูนย์เฝ้าระวังเชิงองค์ความรู้สถานการณ์ภาคใต้ ผ่าแผนยุทธการ พิทักษ์แดนใต้ รายงานเมื่อวันที่ วันที่ 30 ธันวาคม 2550, อ้างจาก (ตัวเลขจาก พตท. เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2550)
[10] นิพนธ์ แจ่มดวง (ผู้เรียบเรียง). บทสังเคราะห์เสียงจากชายแดนใต้. นครปฐม : ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล, 2550.
[11] รวิณัฐ บัวแก้ว. โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ระหว่างเยาวชนระดับภูมิภาค. (วันที่ 16 เมษายน 2551 ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2551) ณ เขาชะเมา เฮลท์ รีสอร์ท ต.เขาวงกต อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี
[12] ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี. รายงานผลการดำเนินงานฉบับสมบูรณ์โครงการค่ายเยาวชน เมล็ดพันธุ์สันติวิถี รุ่นที่ 2. นครปฐม: ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล, 2552.
[13] ชาญชัย ชัยสุขโกศล. ภาพอนาคตจังหวัดชายแดนใต้. นครปฐม: ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล, 2554.
neg2.jpg
 
ดาวน์โหลด
ปฏิทินงานสถาบัน
พบกับเราที่ Facebook
พบกับเราที่ Twitter
เว็บเครือข่าย
บลอกสันติวิธี
หนังสือฟรี
top
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี สำนักงานอธิการบดี ชั้น 2
มหาวิทยาลัยมหิดล 999 ถ.พุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170
โทรศัพท์: 0 2849 6072-5 โทรสาร: 0 2849 6075 อีเมล: pewww@mahidol.ac.th