Ortho TriCyclen-LO

arrow หน้าแรก arrow บทความสันติวิธี arrow บทความอื่นๆ arrow การเปิดพื้นที่ทางความคิด : ความท้าทายทางการเมือง Wednesday, 02 December 2020  
 
<---ตั้งแต่ ก.ค. 54 ศูนย์ฯสันติวิธีและศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาฯ ได้เปลี่ยนแปลงชื่อหน่วยงานเป็น "สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา(สสมส.)"แล้ว
Search this site
จุลสารสานสันติ
ลุ่มน้ำสายบุรี
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 4142538
ผู้เยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

การเปิดพื้นที่ทางความคิด : ความท้าทายทางการเมือง PDF พิมพ์ ส่งเมล
“การเปิดพื้นที่ทางความคิด เป็นทั้งความท้าทาย เป็นการต่อสู้แย่งชิงพื้นที่กันอย่างสร้างสรรค์มากที่สุด
ในประวัติศาสตร์ นับแต่มีความขัดแย้งรุนแรงมาหลายร้อยปีของจังหวัดชายแดนภาคใต้
การเปิดให้ผู้คนได้มีพื้นที่ในการพูดคุยดังกล่าว น่าจะเป็นเวทีที่ยืดหยุ่นและปรับตัวอย่างชาญฉลาด
เป็นการค่อยๆถักทอสายใยกันอย่างทะนุถนอมด้วยการดูแลเอาใจใส่กัน มีเมตตาและกรุณาให้แก่กัน
เป็นความขัดแย้งที่สร้างสรรค์ เกิดการพัฒนาท่ามกลางความอดทนอดกลั้น และมุ่งหวังร่วมกันถึงสันติภาพ”

 

นับตั้งแต่สถานการณ์ชายแดนภาคใต้ตกอยู่ในความอึมครึมและหวาดระแวงสงสัย การพูดคุยในเรื่องที่ไม่เห็นพ้องกันนั้นมักจะไม่ได้รับการตอบสนอง เพราะอาจถูกมองว่าเป็นกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการเมืองการปกครอง การศึกษา ประวัติศาสตร์ ศาสนา ภาษาวัฒนธรรม ที่เป็นประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวข้องทั้งความยุติธรรม การครอบงำ การค้นหาความจริง ที่ท้าทายความมั่นคงหรือความชอบธรรมของรัฐ

แต่เมื่อมีการศึกษาวิจัยกันจำนวนมากถึงประเด็นอ่อนไหวดังกล่าวกลับพบว่า แม้เรื่องการแบ่งแยกดินแดนจะยังคงมีการกล่าวถึงกันอยู่ แต่น่าจะอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวลไปกว่าความต้องการเข้าถึงทรัพยากรของชาวบ้านทั้งในเรื่องการทำมาหากิน สาธารณสุข การศึกษา การดำเนินชีวิตไปตามครรลองศาสนา และความสามารถในการธำรงอัตลักษณ์มลายูมุสลิมอย่างสง่างามภายใต้รัฐธรรมนูญของระบอบประชาธิปไตย มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีสิทธิเท่าเทียมเช่นเดียวกับพลเมืองไทยทั่วไป ซึ่งคนในพื้นที่ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามยึดถืออัลกุรอานเป็นธรรมนูญชีวิตอย่างเคร่งครัดอันแตกต่างจากคนส่วนใหญ่ของประเทศ

ด้วยกระบวนการวิจัยที่มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งการวิจัยพื้นฐานและการวิจัยประยุกต์ โดยเฉพาะนับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2547 เป็นต้นมา ได้เข้าไปช่วยเปิดพื้นที่ทางความคิดให้แก่สังคมทั้งจังหวัดชายแดนภาคใต้และสังคมอื่นๆ ให้ได้ยินเสียงสะท้อนของพื้นที่ ทำให้ม่านหมอกเริ่มเลือนราง เกิดเวทีการแลกเปลี่ยนความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะมีความพยายามค้นหาวิธีการใหม่ๆในการแสวงหาความรู้ ความจริง หรือแสวงหาความเห็นพ้อง เพื่อนำไปสู่ความปรองดองและความสงบสันติ กระบวนการเหล่านี้ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เช่น การสานเสวนา (Dialogue) การสร้างภาพอนาคต (Scenario) การวิจัยแบบมีส่วนร่วม (PAR) การสนับสนุนกิจกรรมเยาวชน การส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม เป็นต้น

สำหรับศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี (เดิม) ได้บุกเบิกเปิดพื้นที่ทางความคิด เพื่อแสวงหาความเห็นพ้องต้องกันเพื่อผลักดันไปสู่นโยบายสาธารณะ โดยมีข้อมูลหรือองค์ความรู้จากชุมชนเป็นฐาน แม้มีโครงการไม่มากนักแต่ก็เป็นโครงการที่ได้สร้างผลลัพธ์และผลกระทบต่อสังคมได้มาก เช่นโครงการที่เกี่ยวข้องกับอำนาจทางการเมืองซึ่งเป็นเรื่องการกระจายอำนาจที่มีการกล่าวถึงกันอย่างกว้างขวางในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนั้น การเปิดประเด็นเพื่อศึกษาวิจัยค้นหารูปแบบการปกครองท้องถิ่นที่เหมาะสมจึงมีความจำเป็น จากการศึกษาดังกล่าวทำให้ได้องค์ความรู้เรื่องการปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษ[1] ที่เกิดการผสมผสานและบูรณาการการเมืองการปกครองท้องถิ่นและส่วนภูมิภาคที่สอดคล้องกับลักษณะพิเศษของการเมืองการบริหารและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม พร้อมทั้งมีการจัดการทรัพยากรหรืองบประมาณของท้องถิ่นให้พอเพียงและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นนวัตกรรมอย่างหนึ่งในเรื่องการปกครองท้องถิ่น

ถือได้ว่าการเปิดพื้นที่ทางความคิดในเรื่องนี้ได้ทำให้เกิดข้อเสนอที่มีจุดเด่นที่อยู่บนฐานการวิจัย มีรายละเอียดโครงสร้างการปกครองอย่างชัดเจน ขณะที่ข้อเสนออื่นๆเกือบทั้งหมดในช่วงพ.ศ. 2550-2552 เป็นข้อเสนอทางความคิดที่ไม่มีฐานวิจัยรองรับ ดังนั้นรูปแบบที่ได้นำเสนอดังกล่าวจึงจัดเป็นนวัตกรรม เพราะมีความแตกต่างและเป็นต้นแบบให้รูปแบบแนวคิดอื่นๆได้เสนอขึ้นตามๆกันมา

แม้การศึกษาดังกล่าวจะไม่ก่อให้เกิดนโยบายอย่างเต็มรูปแบบ แต่ส่วนหนึ่งก็พบว่าทำให้ศอ.บต.ได้มีการนำรูปแบบทบวงบริหารชายแดนภาคใต้ไปดัดแปลง แม้จะไม่ได้นำโครงสร้างทั้งหมด แต่ก็ได้นำไปปรับโครงสร้าง บทบาทหน้าที่ เพื่อต้องการแสดงถึงความเป็นตัวแทนท้องถิ่นมากขึ้น แต่ก็ยังเป็นโครงสร้างระดับกลาง ระดับภูมิภาค ศอ.บต.จึงมีรูปแบบอำนาจอิสระ นายกรัฐมนตรีดูแลโดยตรง ตำแหน่งผู้อำนวยการเป็นเลขาธิการซึ่งอยู่ในระดับปลัดกระทรวง จึงถือว่าเป็นการนำโครงสร้างแบบใหม่ที่ได้จากการศึกษาดังกล่าวไปประยุกต์ใช้         

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างใหม่ของศอ.บต.นั้นก็ยังถือว่าเป็นการให้อำนาจรัฐบาลกลางเป็นสำคัญ คือ เป็นโครงสร้างส่วนภูมิภาคในรูปทบวง แต่ส่วนล่างที่เป็นฐานปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษไม่ได้นำไปใช้ ซึ่งแท้ที่จริงเป็นโครงสร้างส่วนล่างที่มีความสำคัญมาก เพราะเป็นการปฏิรูป (Revolution) ในเรื่องการกระจายอำนาจขั้นสูงสุด มีองค์กรดูแลบริหารพิเศษ มีสภาท้องถิ่นที่มีอำนาจทางกฎหมายและงบประมาณ

นอกจากนี้ การเปิดพื้นที่ทางความคิดดังกล่าวยังได้จุดประเด็นการอภิปรายถกเถียงเรื่องการปกครองพิเศษในวงกว้าง โดยเฉพาะในช่วงพ.ศ. 2553-2554 ที่มีการพูดถึงการกระจายอำนาจกันอย่างคึกคักต่อเนื่อง จึงแสดงให้เห็นว่าการเปิดประเด็นดังกล่าวได้สร้างผลกระทบต่อสังคมให้เกิดการพูดคุยถกเถียงกันได้มาก หลังจากผลการวิจัยออกมาแล้ว ทำให้เกิดข้อเสนออื่นๆตามมาเพื่อพัฒนารูปแบบการปกครองท้องถิ่นอีกหลายลักษณะ เช่น เช่น ปฏิรูปมณฑล (ประเวศ วะสี), นครทั้งสาม (อุดม ปัตนวงศ์), จากทบวงสู่สามนคร (อำนาจ ศรีพูนสุข), มหานคร (อัคคชา พรหมสูตร) ต่อมาการทำงานด้านองค์ความรู้ก็ได้เดินเครื่องต่อไปในเวทีสาธารณะของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นการจุดประกายความคิดเรื่องการปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษ ทำให้มีคนกล้าพูดในเรื่องนี้มากขึ้น โดยเฉพาะในท้องถิ่น เพราะปกติแล้วคนท้องถิ่นจะไม่กล้าเสนอแนวคิดในเรื่องดังกล่าว แต่เมื่อมีการจุดประกายก็ทำให้เกิดการพูดคุยในวงกว้าง เกิดเวทีสาธารณะอย่างต่อเนื่อง ทำให้เรื่องการปกครองตนเอง (Autonomy) กลายเป็นหนึ่งวาระนโยบาย (Agenda) ในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ มีผลในการขับเคลื่อนเพราะกลายเป็นประเด็นสาธารณะ และยังทำให้เกิดประเด็นอื่นๆตามมา

ขณะเดียวกันทางวิชาการด้านรัฐศาสตร์มีการถกเถียงเรื่องการปกครองตนเอง ไม่เฉพาะในภาคใต้ แต่ทั่วประเทศก็ให้ความสนใจกันมาก ปัจจุบันก็มีการพูดถึงการปกครองตนเองในภาคเหนือ และในทุกที่ ซึ่งส่วนหนึ่งก็ได้รับผลจากความพยายามขับเคลื่อนดังกล่าวที่เป็นต้นแบบให้กับพื้นที่อื่นๆ และทำให้เกิดการเชื่อมโยงทางแนวคิดของนักวิชาการทางรัฐศาสตร์ การเมืองการปกครอง กลายเป็นประเด็นทางวิชาการและทางการเมือง เพื่อที่จะทำให้เกิดการขับเคลื่อนในท้องถิ่น

นอกจากนี้ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี(เดิม) ยังได้ส่งเสริมโครงการด้านภาษาและวัฒนธรรม[2] ที่ส่งผลให้เข้าใจสถานการณ์การใช้ภาษาของคนไทยมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผลผลิตจากงานวิจัย[3] ได้ส่งผลให้เกิดการพัฒนาระบบตัวเขียนภาษามลายูปาตานีอักษรไทยและไปลบล้างตัวเขียนภาษามลายูปาตานีอักษรไทยแบบอื่นที่ยังไม่สมบูรณ์ซึ่งมี 4-5 แบบ ระบบนี้ได้ทำให้เกิดประโยชน์หลายด้าน ทั้งเรื่องชีวิตประจำวัน กฎหมาย การอนุรักษ์ท้องถิ่น ภูมิปัญญา การละเล่น ศิลปวัฒนธรรม ที่สามารถนำตัวอักษรไทยไปเขียนเป็นหลักสูตรได้ทั้งหมด โดยมีผลลัพธ์และผลกระทบที่เห็นได้ชัด เช่น การจัดทำพจนานุกรม อันก่อให้เกิดประโยชน์มากมายต่อการศึกษาและพัฒนาภาษามลายูปาตานี และสร้างการเรียนรู้ สร้างความเข้าใจให้แก่นักวิชาการ หน่วยงานราชการ และผู้สนใจทั่วไปได้อย่างดี ทั้งยังสร้างความภาคภูมิใจต่อคนในพื้นที่ จนนำไปสู่การจัดการเรียนการสอนแบบทวิภาษาโดยใช้ภาษามลายูปาตานีในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมของการศึกษาไทย เป็นโครงการต้นแบบที่ทำการทดลองใช้ในโรงเรียนที่นักเรียนพูดมลายูปาตานีร้อยเปอร์เซ็นต์ และได้มีการผลักดันสู่ระดับนโยบายเพื่อขยายไปสู่โรงเรียนอื่นๆ

ส่วนโครงการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้น[4]เป็นโครงการที่กำลังเริ่มต้นในระยะแรก ซึ่งทำให้ได้องค์ความรู้ที่เกิดความเข้าใจสถานการณ์ความขัดแย้งที่ฝังรากลึกในสังคมชนบทที่จำเป็นต้องทำการต่อยอดการศึกษาวิจัยเพื่อหาวิธีการแก้ไขปัญหาให้ได้อย่างสันติและนำไปสู่การจัดทำนโยบายสาธารณะเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป

นับได้ว่าการเปิดพื้นที่ทางความคิดในประเด็นใหม่ๆดังกล่าวนี้ เป็นทั้งความท้าทาย เป็นการต่อสู้แย่งชิงพื้นที่กันอย่างสร้างสรรค์มากที่สุดในประวัติศาสตร์นับแต่มีความขัดแย้งรุนแรงมาหลายร้อยปีของจังหวัดชายแดนภาคใต้ การเปิดให้ผู้คนได้มีพื้นที่ในการพูดคุยดังกล่าวน่าจะเป็นเวทีที่ยืดหยุ่นและปรับตัวอย่างชาญฉลาดดังที่เคยกล่าวมา เป็นการค่อยๆถักทอสายใยกันอย่างทะนุถนอมด้วยการดูแลเอาใจใส่กัน มีเมตตาและกรุณาให้แก่กัน ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็ย่อมเป็นไปอย่างสันติ เป็นความขัดแย้งที่สร้างสรรค์ ทำให้เกิดการพัฒนาท่ามกลางความอดทนอดกลั้นและมุ่งหวังร่วมกันถึงสันติภาพ



[1] ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี และ สุกรี หลังปูเต๊ะ. รายงานโครงการศึกษาการปกครองท้องถิ่นของจังหวัดที่มีหลายชาติพันธุ์ กรณีศึกษาจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส. นครปฐม : ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล, 2551.
[2] สุวิไล เปรมศรีรัตน์ และคณะ.  โครงการวิจัยภาษามลายูท้องถิ่นในประเทศไทย : การศึกษาสถานการณ์ทางภาษา การพัฒนาและการวางแผนการใช้ภาษาเพื่อการศึกษาและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ระยะที่ 1). นครปฐม : ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล, 2550.
[3] สุวิไล เปรมศรีรัตน์.  “พัฒนาการของโครงการทวิภาษา (ไทย-มลายูถิ่น)”, ศูนย์ศึกษาและฟื้นฟูภาษาและวัฒนธรรมในภาวะวิกฤต, สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย  มหาวิทยาลัยมหิดล, 2552.
[4] เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ และคณะ. รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการลุ่มน้ำสายบุรี. กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2552.
neg2.jpg
 
ดาวน์โหลด
ปฏิทินงานสถาบัน
พบกับเราที่ Facebook
พบกับเราที่ Twitter
เว็บเครือข่าย
บลอกสันติวิธี
หนังสือฟรี
top
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี สำนักงานอธิการบดี ชั้น 2
มหาวิทยาลัยมหิดล 999 ถ.พุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170
โทรศัพท์: 0 2849 6072-5 โทรสาร: 0 2849 6075 อีเมล: pewww@mahidol.ac.th