Ortho TriCyclen-LO

arrow หน้าแรก arrow บทความสันติวิธี arrow บทความอื่นๆ arrow แปลงเปลี่ยนวิกฤตการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นโอกาส Thursday, 21 September 2017  
 
<---ตั้งแต่ ก.ค. 54 ศูนย์ฯสันติวิธีและศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาฯ ได้เปลี่ยนแปลงชื่อหน่วยงานเป็น "สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา(สสมส.)"แล้ว
Search this site
จุลสารสานสันติ
ลุ่มน้ำสายบุรี
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
สถิติผู้เยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 3433998
ผู้เยี่ยมชมในขณะนี้
ขณะนี้มี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

แปลงเปลี่ยนวิกฤตการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นโอกาส PDF พิมพ์ ส่งเมล

แปลงเปลี่ยนวิกฤตการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นโอกาส

                                                                                                                               โดย.. โคทม อารียา

            ในปัจจุบัน เรามีความขัดแย้งกันในเรื่องรัฐธรรมนูญ ตัวละครในความขัดแย้งนี้ขอแบ่งเป็นสามกลุ่มคร่าว ๆ เพื่อให้ง่ายแก่การวิเคราะห์คือ (๑) ฝ่ายรัฐบาล นปช. มวลชนเสื้อแดง และผู้สนับสนุนทั้งภาครัฐและเอกชน (๒) ฝ่ายค้าน พันธมิตรฯ มวลชนเสื้อเหลือง                และผู้สนับสนุนฯ (๓) ภาคประชาสังคมและพลเมืองจิตอาสาจำนวนหนึ่ง ข้อเสนอของฝ่ายแรกคือแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ เพราะเป็นผลพวงจากรัฐประหาร ควรปรับปรุงที่มา (การเลือกตั้ง-สรรหา) องค์กรที่ใช้อำนาจรัฐ และปรับความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรเหล่านี้ข้อเสนอของฝ่ายที่สองคือให้มีการคานดุลระหว่างองค์กรที่ใช้อำนาจรัฐ โดยเฉพาะฝ่ายตุลาการและองค์กรตรวจสอบต้องมีความเป็นอิสระ และจะต้องไม่แก้ไขรัฐธรมนูญเพื่อช่วย พ.ต.ท. ทักษิณ ฝ่ายที่สามมีข้อเสนอให้ท้องถิ่นสามารถปกครองตนเองได้มากขึ้น ให้มีการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมือง และให้การเคารพสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เป็นจริงมากขึ้น

ฝ่ายแรกผิดหวังเพราะโดนฝ่ายที่สองค้านและยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญทำให้ความพยายามแก้ไขมาตรา ๒๙๑ เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเกิดมีอุปสรรค จึงได้ตั้งคณะกรรมการ ๑๑ คนมาศึกษาและรับฟังความเห็นจากฝ่ายต่าง ๆ ว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไรดี ฝ่ายที่สองพร้อมที่จะคัดค้านและอาจมีการเคลื่อนไหวมวลชนหากกระบวนการของฝ่ายแรกไม่เป็นที่น่าไว้วางใจ ฝ่ายที่สามรู้สึกว่าตนถูกเบียดขับออกไป จนแทบจะเฉยเมยต่อการทะเลาะกันของฝ่ายแรกและฝ่ายที่สอง สภาพการณ์เช่นนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นวิกฤตการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

                เมื่อพิจารณาข้อเสนอของฝ่ายต่าง ๆ ข้างต้น จะเห็นได้ว่าถ้าแต่ละฝ่ายเสนอแต่มุมมองหรือจุดยืนของตน ก็จะมีการรับฟังและพูดคุยกันได้ยาก การแปลงเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสหมายถึงการเปิดพื้นที่ให้กว้างกว่าจุดยืน เพื่อเป็นพื้นที่การพูดคุยหาจุดร่วม ถ้าพิจารณาว่ามีหลักการใดที่เป็นจุดร่วมกันได้บ้าง แล้วดำเนินการต่อไปภายใต้หลักการเหล่านั้น แทนที่โครงการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะแยกกันทำ ก็จะกลายเป็นโครงการร่วม (joint project) วิกฤตแห่งความแตกต่างก็จะกลายเป็นโอกาสแห่งความร่วมมือ รัฐธรรมนูญที่แก้ไขใหม่ก็จะเป็นรัฐธรรมนูญของทุกฝ่าย ทุกคน สมกับที่เป็นกติกาสูงสุดของประเทศ ที่เกือบทุกคนเห็นชอบ และทุกคนยินยอมปฏิบัติตาม

                ในที่นี้ขอทดลองเสนอหลักการเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของการไตร่ตรองและพูดคุย เพื่อแสวงหาหลักการอันเป็นที่ยอมรับร่วมกันต่อไปคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะมีกรอบดังนี้

๑)      ดำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

๒)    อำนาจรัฐมาจากประชาชนและเป็นของประชาชน โดยประชาชนมีสิทธิเสรีภาพและมีส่วนร่วมในทางการเมืองและในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

๓)     ฝ่ายบริหารมีประสิทธิภาพและมีการคานดุลกับฝ่ายนิติบัญญัติตามระบอบรัฐสภา

๔)     ฝ่ายตุลาการและองค์กรตามรัฐธรรมนูญมีการยึดโยงกับตัวแทนประชาชนอย่างเหมาะสม มีความเป็นอิสระ ปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสุจริตและเที่ยงธรรม

๕)     ภายใต้ความเป็นรัฐเดี่ยว ให้องค์กรท้องถิ่นรวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีการจัดการและการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น โดยมีการโอนอำนาจที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่ส่วนกลางไปให้องค์กรท้องถิ่น (ที่จัดตั้งขึ้นได้ในรูปแบบที่หลากหลาย) อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีมาตรการเร่งรัดที่เหมาะสม          

๖)       กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม (inclusive) มีความเที่ยงธรรมคือไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบหรือเสียเปรียบอย่างชัดเจน และน่าจะมีปัญหาข้อโต้แย้งน้อย         

มมุติว่ามีการพูดคุยระหว่างฝ่ายที่หนึ่งกับฝ่ายที่สอง โดยสดับตรับฟังเสียงของฝ่ายที่สาม จนได้ความเห็นพ้องกันแล้ว ก็ควรพูดคุยรายละเอียดของกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เช่นใช้หลักการข้อ ๖) ข้างต้น ซึ่งจะมีข้อเสนอในเบื้องต้นดังนี้

๑)     เป็นกระบวนการที่มีสองขั้นตอนคือ ขั้นตอนการมีส่วนร่วม และขั้นตอนที่เป็นทางการตามมาตรา ๒๙๑ ปกติ

๒)    ขั้นตอนการมีส่วนร่วมหมายถึงการที่รัฐสภาจะแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาและยกร่างรัฐธรรมนูญ (กกร.) โดยมีกรอบ เช่น แก้ไขภายในกรอบข้อ ๑) ถึง ๕) ข้างต้น

๓)    ที่มาและองค์ประกอบของคณะกรรมการศึกษาและยกร่างรัฐธรรมนูญ (กกร.) จะมาจากการตกลงร่วมกัน โดยอาจมีทางเลือกต่าง ๆ ดังจะเสนอต่อไป

๔)    กกร. มีหน้าที่ศึกษาและยกร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายในเวลาที่กำหนด เช่น ๑ ปี และเสนอผลการศึกษาและร่างรัฐธรรมนูญแก่รัฐสภา และคณะรัฐมนตรี

๕)    ขั้นตอนที่เป็นทางการเริ่มตั้งแต่คณะรัฐมนตรีเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ได้มาจากข้อเสนอของ กกร. ต่อรัฐสภา เพื่อพิจารณาญัตติดังกล่าวตามมาตรา ๒๙๑

๖)     ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญก่อนการออกเสียงลงคะแนนโดยรัฐสภาในวาระที่สามขั้นสุดท้าย (ตามมาตรา ๒๙๑ (๖)) ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ว่าผู้ออกเสียงจะเห็นชอบหรือไม่กับร่างดังกล่าว

๗)    เมื่อรับทราบผลการออกเสียงประชามติแล้ว ให้รัฐสภาออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สามต่อไป

ในส่วนของที่มาและองค์ประกอบของ กกร. อาจมีทางเลือกดังนี้คือ รัฐสภาแต่งตั้ง

๑)      จากอดีตสสร. ๑ ซึ่งมีทางเลือกย่อยคือแต่งตั้งจากผู้ที่มีความสมัครใจ ซึ่งจะทำให้ไม่ได้ครบทุกจังหวัดและไม่ครบตามความเชี่ยวชาญ อีกทางเลือกย่อยคือแต่งตั้งให้ครบ ๙๙ คน โดยแต่งตั้งจากผู้ที่ได้คะแนนเสียงจากรัฐสภาในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ในลำดับถัดไปเพื่อมาแทน อดีต สสร. ที่ขาดไป วิธีนี้มีข้อดีคือเป็นกระบวนการที่สั้น ไม่เข้าใครออกใคร และอาจถูกใจผู้ที่เห็นว่า สสร. ๒ เป็นผลพวงของการรัฐประหาร แต่มีข้อเสียคือ ไม่เป็นปัจจุบัน และ กกร. เช่นนี้อาจมาปกป้องส่วนที่ตนเคยทำ (รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐) มากไป

๒)    จากอดีต สสร. ๑ และ อดีต สสร. ๒ ซึ่งแม้จะไม่เป็นปัจจุบันนัก แต่อาจนำข้อดีของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ และ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาสังเคราะห์ได้

๓)     จากผู้ที่ผ่านการสรรหาโดยใช้ระเบียบการสรรหาใหม่ ที่รวมข้อดีของการสรรหาเดิม เช่น ข้อดีที่เลียนแบบมาจากการสรรหา สสร. ๑ คือการมี กกร. จังหวัดละ ๑ คน ซึ่งจะทำหน้าที่ต่าง ๆ รวมถึงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในจังหวัด ข้อดีที่เลียนแบบมาจากการสรรหา สสร. ๒ คือการมี กกร. ตามสาขาอาชีพ และข้อดีที่เลียนแบบมาจากการสรรหา สสร. ทั้งสอง คือการมี  กกร. ผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งนี้อาจเพิ่มการมี กกร. ที่เป็นตัวแทนพรรคกรเมืองตามสัดส่วนจำนวน ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอาจมาแก้ข้ออ่อนของ สสร. เดิมที่เบียดขับนักการเมืองออกจากกระบวนการยกร่าง ข้อดีของทางเลือกนี้คือเป็นปัจจุบัน รวมทุกฝ่ายได้มากขึ้น แต่มีข้อเสียคือต้องตกลงให้ได้เกี่ยวกับระเบียบการสรรหาใหม่ที่ทุกฝ่ายพอใจและไม่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการสรรหาในภายหลัง

๔)     จากการเลือกตั้งทางอ้อม อาจมีผู้เห็นว่าการสรรหาอาจยึดโยงกับประชาชนได้น้อย แต่ถ้าจะเสนอให้มีการเลือกตั้งโดยตรง ก็จะยุ่งยาก เช่นอาจต้องออกกฎหมายและอาจมีการโต้แย้งกันอีก ขอยกตัวอย่างการเลือกตั้งโดยอ้อม เช่น ให้มี กกร. ทั้งสิ้น ๒๐๐ คน ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง จำนวน กกร. ต่อจังหวัดเป็นไปตามสัดส่วนประชากรของจังหวัด ผู้มีสิทธิออกเสียงในแต่ละจังหวัด ประกอบเป็นคณะผู้ออกเสียง (electoral college) ได้แก่ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนมาแล้ว (คือสมาชิกและผู้บริหารอบต. สมาชิกและผู้บริหารเทศบาล สมาชิกและผู้บริหาร อบจ. สมาชิกและผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มากการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. ของจังหวักที่มาจากการเลือกตั้ง) ให้มีการรับสมัคร กกร. ในแต่ละจังหวัดเป็นการทั่วไป ส่วนวิธีการลงคะแนนสำหรับจังหวัดที่มี กกร. ได้หลายคน คือต้องป้องกันการบล็อกโหวต โดยให้ผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกผู้สมัครได้เพียงคนเดียว เมื่อได้ กกร. แล้ว ให้ กกร. พิจารณาเลือกผู้ทรงคุณวุฒิอีกจำนวนหนึ่งมาเป็น กกร. เพิ่มเติมได้

อันที่จริง นอกเหนือจากที่เสนอไว้นี้ อาจมีหลักการที่จะแสวงข้อเห็นพ้องกันได้หลายหลักการ มีขั้นตอนกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ต่างออกไป หรือมีทางเลือกในการได้มาซึ่ง กกร. (หากเห็นพ้องให้มี กกร.) ที่ไม่เหมือนกับที่เสนอ แต่นั่นไม่ใช่สาระสำคัญของบทความนี้ สาระสำคัญคือ เราจะร่วมกันหาทางออกจากวิกฤต และแปลงเปลี่ยนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไปกันคนละทางสองทาง ให้เป็นโครงการร่วมได้อย่างไร หากมีปณิธานเช่นนี้ จึงเป็นไปได้ที่จะแปลงเปลี่ยนวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาส   
neg3.jpg
 
ดาวน์โหลด
ปฏิทินงานสถาบัน
พบกับเราที่ Facebook
พบกับเราที่ Twitter
เว็บเครือข่าย
บลอกสันติวิธี
หนังสือฟรี
top
ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี สำนักงานอธิการบดี ชั้น 2
มหาวิทยาลัยมหิดล 999 ถ.พุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170
โทรศัพท์: 0 2849 6072-5 โทรสาร: 0 2849 6075 อีเมล: pewww@mahidol.ac.th